การทำปุ๋ยหมัก อินทรีย์-ชีวภาพ Dmx จากเศษพืช และขยะสด
พฤษภาคม 23, 2010 1 ความเห็น
การทำปุ๋ยหมัก อินทรีย์-ชีวภาพ Dmx จากเศษพืช และขยะสด
(สูตรเร่ง ด่วน-แนวใหม่ …… หมักวันเดียว-ใช้ได้)

ส่วนผสม
• เศษพืชทุกชนิด(ใบไม้/กิ่งไม้/เศษหญ้า/ฟาง)*** 5 ส่วน(ถุงปุ๋ย)
• ขยะสดทุกชนิด(เศษอาหาร/เศษผัก/เปลือกผลไม้)*** 5 ส่วน
***(เศษพืชและขยะ สด ควรตัด/สับ/ย่อยให้ได้ขนาด Æ 0.5 – 1 ซ.ม.)
• มูลสัตว์ หรือ ปุ๋ยหมักชีวภาพจากมูลสัตว์ 2 ส่วน
• แกลบเผา (แกลบดำ) 1 ส่วน
• รำละเอียด 0.5 – 1 ส่วน
• ปุ๋ยแร่ธรรมชาติ (แคลเซียม/ฟอสฟอรัส/ซีโอไลท์) 5 – 10 ก.ก.
• น้ำจุลินทรีย์ชีวภาพDmx + กากน้ำตาล + น้ำ ผสมกันในอัตราส่วน 1 : 1 : 100 และหมักไว้(ล่วงหน้า) 1 – 2 วัน
วิธี ทำ
- ผสมวัสดุทั้งหมดคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน รดหรือฉีดพ่นด้วยน้ำ จุลินทรีย์ชีวภาพ จนชุ่ม ให้ได้ความชื้นประมาณ 40% แล้วกองปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ หรือพื้นดินที่ปูด้วยผ้าเต็นท์ (ควรทำในที่ร่มหรือโรงปุ๋ย) คลุมกองปุ๋ยด้วยกระสอบปุ๋ย หรือกระสอบป่าน ใช้เวลาหมัก 1 – 2 วัน จึงนำไปใช้ได้
วิธีใช้
• นำปุ๋ยหมักไปใช้กับพืชทุกชนิด ในปริมาณ 200 – 300 ก.ก. ต่อไร่ หรือตามความเหมาะสม
• นำปุ๋ยหมักคลุมแปลงปลูกพืชผัก พืชไร่ ทุกชนิด เพื่อเป็นอาหารต่อเนื่องให้แก่พืช ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในแปลง และป้องกันวัชพืชขึ้นในแปลงผักได้เป็นอย่างดี หรือใช้ผสมดินรองก้นหลุม ก่อนปลูกไม้ผลหรือไม้ดอกไม้ประดับ
6.การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากขยะในครัวเรือน
6.1 การผลิตและใช้น้ำสกัดชีวภาพ(บีอี)ในครัวเรือน
ผู้เผยแพร่ : ดร.อรรถ บุญนิธิ ชมรมเกษตรธรรมชาติไทย กองพัฒนาการบริหารงานเกษตร
กรม ส่งเสริมการเกษตร โทร (02)902-8928
วัสดุและอุปกรณ์
1. ถังหมักที่มีฝาปิดสนิท
2. ถุงใส่เศษอาหารที่มีฝาปิดสนิท
3. เศษอาหารจากครัว
4. กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทุกชนิด
วิธีทำ
1. นำเศษอาหารใส่ ลงในถุง
2. คลุกด้วยกากน้ำตาลในอัตราส่วน 3:1 คือเศษอาหาร 3 ส่วนต่อกากน้ำตาล 1 ส่วนโดยน้ำหนัก
3. เมื่อเต็มถุงมัดปากถุงให้แน่น
4. นำถุงลงใส่ในถังหมักทับถุงเศษอาหารด้วยของหนักแล้วปิดถังให้สนิท
5. หมักไว้ 3 – 4 วัน จะได้น้ำสกัดชีวภาพหรือบีอี
6. ถ่ายน้ำสกัดชีวภาพลงในภาชนะพลาสติกปิดฝาให้แน่นเก็บไว้ใช้
การใช้ประโยชน์
1. ผสมน้ำรดต้นไม้ได้ทุกชนิดในอัตราส่วน 1:1,000
2. ใส่ในส้วมเพื่อเร่งการย่อยสลาย
3. ราดในท่อระบายน้ำ
4. ราดบริเวณรอบบ้านเพื่อลดปัญหาแมลงวันและยุง
5. เร่งการทำปุ๋ยหมักจากใบไม้ในหญ้าในบ้าน
6. ฉีดพ่นไล่มดและแมลงสาบในบ้าน
7. ทำความสะอาดเครื่องประดับ
8. ใส่ตู้ปลาเพื่อย่อยสลายขี้ปลาและเศษอาหาร
9. ผสมน้ำอาบให้สัตว์เลี้ยงเพื่อกำจัดกลิ่นตัว
10. ใส่ในน้ำให้สัตว์เลี้ยงกิน
11. ผสมน้ำแช่ผักเพื่อลดพิษจากยาฆ่าแมลง
12. ผสมน้ำล้างปลาให้หมดกลิ่นคาว
13. น้ำสกัดชีวภาพที่หมักด้วยผลไม้และน้ำตาลทรายใช้เป็นเครื่องดื่มที่มี ประโยชน์และรสชาดดี
14. กากที่เหลือฝังดินเป็นปุ๋ยต้นไม้
หมายเหตุ
1. เศษอาหารที่ใช้หมักควรสดและไม่เน่า
2. เศษอาหารที่เป็นแกงต้องเทน้ำออกก่อน
3. ถ้ามีเศษอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ต้องเพิ่มน้ำตาล
4. น้ำสกัดชีวภาพที่ใช้ไล่แมลง ไล่มด ควรได้จากาการหมักของเปลือกผลไม้หรือผลไม้ดิบ เช่น มะละกอ สับปะรด มะม่วง และสมุนไพร
ธีทำ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ
1. บดป่นหรือสับเล็กส่วนผสมทั้งหมด คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุลงภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ
2. ใส่กากน้ำตาลพอท่วม เติมน้ำมะพร้าวท่วมมาก ๆ ตามต้องการ ใส่จุลินทรีย์ คนหรือเขย่าให้เข้ากันดี
3. เก็บไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิห้อง ปิดฝาพอหลวม ๆ คนหรือเขย่าบ่อย ๆ
4. หมักนาน 7 วัน ถ้ามีกลิ่นหอมหวานฉุนถือว่า “ใช้ได้” ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกากน้ำตาล น้ำมะพร้าว และจุลินทรีย์แล้วหมักต่อไปจนกว่าจะมีกลิ่นหอม
5. ระหว่างการหมักมีฟองเกิดขึ้นถือว่าดี หมดฟองแล้วนำไปใช้ได้
6. หมักในภาชนะขนาดเล็กได้ผลเร็วกว่าหมักในภาชนะขนาดใหญ่
7. พยายามกดให้ส่วนผสมจมอยู่ใต้กากน้ำตาลเสมอ
เทคนิคเฉพาะปุ๋ยน้ำชีวภาพ
1. ส่วนผสมที่ข้นมาก แก้ไขด้วยการเติมน้ำมะพร้าวมาก ๆ ไม่ควรเติมน้ำเปล่าทุกกรณีและน้ำมะพร้าวอ่อนดีกว่าน้ำมะพร้าวแก่
2. หมักไว้เป็นเวลานาน ๆ มีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมน้ำมะพร้าวกับกากน้ำตาลและจุลินทรีย์ลงไปอีก
3. จุลินทรีย์ธรรมชาติมีใน เปลือก / ตา / แกนจุกสับปะรด แกนต้นปรง ผักปรัง เหง้าหญ้าขนสด ฟางเห็ดฟาง เนื้อผลไม้รสหวานทุกชนิด หรือที่จำหน่ายตามท้องตลาด เช่น จินเจียงลินซีส บาซิลลัสสุริยา-โน ไซโมจินัส พด-1 เป็นต้น ให้เติมจุลินทรีย์เพียงเล็กน้อยพอเป็นหัวเชื้อ
4. ส่วนผสมทั้งหมดไม่จำเป็นต้องหมักพร้อม ๆ กัน ส่วนไหนมาก่อนหมักก่อน มาทีหลังหมักทีหลังในภาชนะเดิม
5. กากปุ๋ยหมักชีวภาพคือส่วนที่ยังย่อยสลายไม่หมด เมื่อใช้น้ำหัวเชื้อหมดแล้วให้ใส่ส่วนผสมชุดใหม่ ผสมกับกากเดิมเติมกากน้ำตาล น้ำมะพร้าวและจุลินทรีย์แล้วหมักต่อไป
6. ปุ๋ยน้ำชีวภาพสามารถเก็บได้นานนับปีหรือข้ามปีโดยไม่เสื่อมสภาพ
7. ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยน้ำชีวภาพมีอะไรบ้างและจำนวนเท่าไรขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ ใช้
8.น้ำหัวเชื้อปุ๋ยน้ำ ชีวภาพเมื่อกรองออกมาใส่ขวดทึบแสงแล้วเก็บในตู้เย็นที่ช่องเย็นธรรมดาหรือใน อุณหภูมิห้องสามารถเก็บไว้ได้นาน ระหว่างเก็บให้ตรวจสอบด้วยการดมกลิ่น ของดีมีกลิ่นหอมหวานฉุน
9. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ดีต้องไม่มีกลิ่นของส่วนผสมอย่างใดอย่างหนึ่งชัดเจน
10. หัวเชื้อปุ๋ยน้ำชีวภาพที่หมักใช้การได้ใหม่ ๆ เป็นกรดจัด เมื่อหมักนาน ๆ ความเป็นกรดจะลดลงเอง
11. หนอนที่เกิดในภาชนะหมักเกิดจากไข่แมลงวัน หนอนนี้จะไม่เป็นแมลง เมื่อโตเต็มที่จะตายไปเอง
12. ฝ้าที่ลอยอยู่ที่ผิวหน้าคือจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว คนหรือเขย่าให้จมลงเป็นอาหารจุลินทรีย์ที่ยังไม่ตาย
13. ประกายระยิบระยับที่ผิวหน้า คือ “ฮิวมัส” ธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อพืช
14. อัตราใช้ เนื่องจากความเข้มข้นที่แต่ละคนทำไม่เท่ากัน ก่อนใช้งานจริงต้องทดสอบก่อนอัตราตั้งแต่ 1-20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ถ้าใช้อัตราเข้มข้นเกินจะทำให้ใบพืชไหม้โดยทั่วไปอัตราที่ใช้ให้ทางใบ 1/1,000 ทุก 7-10 วัน ให้ทางราก 1/500 ทุก 10–15 วัน
15. ก่อนการให้กับพืชอาจผสมปุ๋ยเคมีหรือฮอร์โมนพืชร่วมด้วยก็ได้ตามความเหมาะสม
16. ปุ๋ยน้ำชีวภาพจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยหมักชีวภาพ
ข้อควร ระวังในการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ(น้ำสกัดชีวภาพ)
1. ใน ระหว่างการหมักห้ามปิดฝาภาชนะที่ใช้หมักโดยสนิทชนิดที่อากาศเข้าไม่ได้เพราะ อาจเกิดการระเบิดได้ เนื่องจากในระหว่างการหมักจะเกิดก๊าซขึ้นมาจำนวนมากเช่นก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ฯลฯ
2.หากมีการใช้น้ำประปาในการหมักจะต้องต้มให้สุกหรือ ตากแดดเพื่อไล่คลอรีนที่มีอยู่ในน้ำประปาออกก่อนเพราะอาจจะไปทำลายเชื้อ จุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักได้
3. พืชบางอย่างไม่ควรนำมาใช้ในการหมักเช่นเปลือกส้ม เพราะส้มจะมีน้ำมันที่ผิวเปลือก (peel oil) ทำให้เปลือกของส้มมีความเป็นพิษต่อจุลินทรีย์ในการย่อยสลายในสภาพปลอดอากาศ
4. ภาชนะที่ใช้หมักต้องไม่ใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ เพราะปุ๋ยน้ำชีวภาพจะมีฤทธิ์เป็นกรด (Ph=3-4)ซึ่งจะกัดกร่อนโลหะให้ผุกร่อนได้
ข้อควร ระวังในการใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ(น้ำสกัดชีวภาพ)
1. ในการใช้น้ำสกัดชีวภาพกับพืชบางชนิดเช่นกล้วยไม้ อาจมีผลทำให้ภาชนะที่ใช้ปลูกคือกาบมะพร้าวผุเร็วก่อนเวลาอันสมควรทำให้ต้อง เสียเงินในการเปลื่ยนภาชนะปลูกใหม่
2. ในการใช้น้ำสกัดชีวภาพกับพืชนั้นในดินจะต้องมีอินทรียวัตถุอยู่ เช่น มีการใส่ปุ๋ยหมัก เศษพืชแห้งคลุมดินไว้จึงจะทำให้การใช้ประโยชน์จากน้ำชีวภาพได้ผลดี
3. ห้ามใช้เกินอัตราที่กำหนดไว้ในคำแนะนำเพราะอาจมีผลทำให้ใบไหม้ได้ เนื่องจากความเป็นกรดหรือความเค็มในน้ำสกัดชีวภาพ ดังนั้นจึงควรเริ่มทดลองใช้ในอัตราความเข้มข้นน้อย ๆก่อน
4. น้ำสกัดชีวภาพที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ๆ ต้องระวังในการใช้เพราะหากใช้มากไปอาจทำให้พืชเฝือใบและไม่ออกดอกออกผลได้
5. ในแต่ละช่วงการเจริญเติบโตของพืช พืชมีความต้องการสารอาหารในระดับที่แตกต่างกัน น้ำสกัดชีวภาพที่เกษตรกรผลิตได้จะมีสารอาหารที่แตกต่างกันเช่นกัน ดังนั้นเกษตรกรจะต้องเป็นผู้ค้นคว้าทดลองเองและเก็บข้อมูลไว้ว่าในแต่ละช่วง การเจริญเติบโต พืชต้องการน้ำสกัดชีวภาพสูตรใด ความเข้มข้นเท่าใดและระยะเวลาในการฉีดพ่นเท่าใด ไม่มีใครให้คำตอบที่ดีและถูกต้องสำหรับสวนหรือไร่นาของท่านได้ ยกเว้นท่านจะทำทดลองใช้ สังเกตอาการของพืชหลังจากใช้และปรับใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับพืชของ ท่านต่อไป
ท้ายที่สุดก็ต้องขอ ขอบคุณ รศ.ดร.อรรถ บุญนิธี คุณประสงค์ศักดิ์ ช่างเกวียน จากบริษัทริเวอร์แควอินเตอร์เนชั่นแนลอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด อาจารย์ภรณ์ ภูมิพันนา คุณกัลยา สัมพันธารักษ์ อาจารย์ทิพวรรณ สิทธิรังสรรค์ ดร.สุริยา สาสนรักกิจ คุณสำรวล ดอกไม้หอม Miss Melody อาสาสมัครคานาดาที่ปฏิบัติงานประจำอยู่ที่ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงห้วย มะเขือส้ม ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง
จังหวัดแม่ฮ่องสอน อาจารย์อนุศิษฐ์ ธำรงรัตนศิลป์ อาจารย์พงษศักดิ์ ธำรงค์รัตนศิลป์ คุณวุฒิชัย ชาติปัญญาวุฒิ คุณบุญเชิด อุดหนุนเผ่าพงษ์ และอีกหลาย ๆ ท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามที่ให้ความอนุเคราะห์ด้านความรู้และเอกสารวิชาการต่าง ๆเกี่ยวกับจุลินทรีย์ ตลอดจนคำแนะนำด้านต่าง ๆ ซึ่งผู้เขียนได้ใช้เวลาในการศึกษารวบรวมเอกสารต่าง ๆ นานถึง 1 ปี 7 เดือน ปราศจากคุณูปการของท่านเหล่านั้นผู้เขียนคงไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวความ รู้เกี่ยวกับน้ำสกัดชีวภาพไปสู่ท่านผู้อ่านได้ คุณความดีทั้งหลายที่ท่านได้รับจากการอ่านเอกสารฉบับนี้แล้วนำไปปฏิบัติจึง ขอยกประโยชน์ให้กับท่านเหล่านั้น แต่เนื่องจากระยะเวลาในการจัดทำเอกสารนี้ค่อนข้างจะจำกัด หากพบข้อผิดพลาดประการใด ขอความกรุณาแจ้งให้ทราบด้วยเพื่อจะได้ปรับปรุง แก้ไขให้ถูกต้องในโอกาสต่อไปที่โทร.(02) 940-6043 มือถือ (01) 852-2629 โทรสาร.(02) 940-6067 E-mail :pothorgancic@hotmail.com:ข้อ ความบางตอนของเอกสารฉบับนี้หลายส่วนได้ติดต่อขออนุญาตจากผู้เขียนตามเอกสาร อ้างอิงท้ายหนังสือนี้แล้ว บางส่วนขอไปแล้วแต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้เผยแพร่ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นความลับต่อไป
รบกวนสอบถามหน่อยคะ ไม่ทราบว่าเราต้องใส่น้ำมะพร้าวลงไปเพื่ออะไรหรอคะ และเราสามารถใช้จุลินทรีย์ตัวไหนแทนการใช้น้ำมะพร้าวได้หรือไม่คะ