ปลูกพืชสวนครัว

ปลูกพืชสวน ครัวปลูกง่ายถ้ารู้เคล็ดลับ

…ปลูกผักสวน ครัว 24 ชนิด


กะเพรา

ต้นกะเพราจัดเป็นไม้พุ่มเตี้ย อายุยืนนาน ความสูงพุ่มประมาณ 75 เซนติเมตร ลำต้นและใบมีขนเล็กน้อย ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด และปลูกได้ในทุกฤดูกาล แต่ควรเริ่มปลูกในฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นกะเพรางอกงามได้ดีที่สุด ชอบดินร่วนซุย เช่นเดียวกับพืชผักชนิดอื่นๆ พันธ์กะเพราที่นิยมปลูกในบ้านเรามี 2 พันธ์คือ กะเพราแดง และ กะเพราขาว ซึ่งมีข้อแตกต่างกันสีของลำต้นและก้านใบ กะเพราแดงนั้นสีของลำต้นและก้านใบจะเป็นสีม่วงแดงคล้ายกับใบโหระพา ส่วนกะเพราขาวนั้นสีของลำต้นและก้านใบจะเป็นสีเขียวอ่อนคล้ายกับแมงลัก การปลูกควรกะระยะให้ต้นห่างกันประมาณ 1 ฟุต

กะหล่ำปลี

การ ปลูกกะหล่ำปลีเป็นผักสวนครัว จะเพาะกล้าลงกระถางหรือลังต่างๆ ก็ได้โดยหว่านเมล็ดพันธ์ลงในแปลงให้กระจาย และหว่านดินผสมปุ๋ยคอกกลบหน้าบางๆ เสร็จแล้วใช้ฟางหรือหญ้าคาแห้งคลุมปิดบนแปลงอีกทีหนึ่ง รดน้ำให้ชุ่ม ในช่วงระยะเมล็ดเริ่มงอกควรรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ อย่าให้ขาดน้ำ เพราะจะทำให้เมล็ดไม่งอกเมื่อกล้าอายุถึง 3-4 สัปดาห์ จึงย้ายไปปลูกในแปลงปลูก แปลงที่จะปลูกขุดดินให้ลึก 30 เซนติเมตร ตากดิน 7 แดด เมื่อดินแห้งดีแล้วเก็บวัชพืชออกให้หมด ย่อยดินให้ร่วนซุย ผสมปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน เตรียมหลุมสำหรับปลูกต้นกล้าระยะห่างระหว่างต้น 40-70 เซนติเมตร ระหว่างแถว 60-70 เซนติเมตรหลังจากย้ายต้นกล้าแล้วในวันรุ่งขึ้นควรทำร่มบังแดดให้ 3-4 วัน ( กะหล่ำปลีเป็นพืชไม่กินอาหารเปลือง

กะหล่ำดอก

กะหล่ำ ดอกเป็นผักที่ทรงพุ่มใหญ่ การปลูกแต่ละต้นจึงต้องใช้ระยะที่ห่างพอสมควร ดังนั้นจึงควรเพาะกล้าก่อนย้ายลงในแปลงปลูกจริง เพื่อที่จะได้ประหยัดเมล็ดพันธ์ ประหยัดปุ๋ย และมีเวลาในการดูแลในช่วงที่อยู่ในระยะต้นกล้า แปลงเพาะมีขนาด 5-10 เซนติเมตร ใช้เมล็ดพันธ์ 100-150 กรัม หลังจากที่กล้ามีอายุได้ประมาณ 25-30 วัน หรือเมื่อต้นสูงประมาณ 1 คืบ ก็ถอนย้ายปลูกลงแปลงได้ การถอนกล้าที่จะปลูกต้องถอนไว้ในตอนเช้าก่อนแดดจัด แล้วนำลงเข่งเอาผ้าชุบน้ำคลุมไว้ในที่ร่ม หรือหากมีแรงงานมากเมื่อถอนแล้วนำปลูกเลยในตอนเย็น ( ไม่ควรเก็บค้างคืน ) วิธีปลูกใช้นิ้วขุดดินตรงจุดที่จะปลูกปักต้นกล้าลงไป กดดินที่โคนต้นให้พออยู่อย่าให้แน่นเกินไป ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 60 เซนติเมตร หลังจากปลูกเสร็จแล้วเอาฟางคุมบางๆ เพื่อให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น ระยะตั้งตัวไม่ต้องให้น้ำมากเพื่อป้องกันรากเน่า และเชื่อรา

คะน้า

ขั้นตอนการเตรียมดินสำหรับปลูกเริ่มจากขุดดินลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ที่ไม่ต้องขุดลึกมากเนื่องจากระบบรากของคะน้าไม่ลึกมาก ขุดพลิกดินตากแดดไว้ 7-10 วัน แล้วย่อยพรวนเป็นก้อนเล็กๆ การปลูกคะน้าใช้วิธีหว่านเมล็ดลงในแปลงได้เลย โดยวิธีการหว่านเมล็ดแบ่งออกเป็นสองวิธีคือ การหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วทั้งแปลงและวิธีโรยเมล็ดแบบเรียงแถว ซึ่งการเลือกปลูกวิธีใดขึ้นอยู่กับความสะดวกและความถนัด การใส่ปุ๋ยนั้นเนื่องจากคะน้าเป็นผักกินใบ จึงควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงเช่น ปุ๋ย 20-11-11 หรือ 12-8-8 การใส่ปุ๋ยให้ใส่ประมาณ 2-3 ครั้งคือ ครั้งแรกเป็นการใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม ครั้งที่สองและครั้งที่สามเป็นการใส่เมื่อคะน้ามีอายุประมาณ 20-30 วัน การพรวนดินและกำจัดวัชพืชนั้นควรทำอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะเมื่อคะน้ายังเป็น ต้นอ่อนๆ นับว่ามีความจำเป็นอย่างมาก การรดน้ำต้องรดทั้งเช้าและเย็น เนื่องจากคะน้าต้องการน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอจึงจะเจริญเติบโตได้ดี เพราะถ้าขาดน้ำแล้วคะน้าจะชะงักการเจริญเติบโต ในการปลูกแต่ละครั้งจะเก็บคะน้าบริโภคได้ 3 ครั้ง โดยในครั้งแรกจะเก็บได้เมื่อปลูกไปได้ 20 วัน หรือเมื่อต้นสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ครั้งที่สองเมื่อคะน้าอายุได้ 30 วัน นับเป็นการถอนแยกครั้งที่สอง และที่สามเป็นการตัดต้นคะน้าเมื่ออายุได้ 45-55 วัน

ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่ายชอบขึ้นในดิน ร่วนเบา หรือดินปนทรายนับเป็นผักที่มีอายุสั้นพอๆ กับผักกาดหอม ยิ่งถ้าได้ดินดีก็จะเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว ขึ้นฉ่ายที่นิยมปลูกในบ้านเรามี 2 ชนิดคือ พันธ์จีน ลักษณะก้านใบขนาดเล็ก ใบ 1 ใบมีใบย่อย 3-7 ใบ ลำต้นสั้น และอีกหนึ่งพันธ์คือ พันธ์ฝรั่ง ซึ่งกาบใบจะอ้วนหนาก้านใบยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร รูปร่างและขนาดของใบใกล้เคียงกับพันธ์จีน วิธีปลูกใช้หว่านเมล็ดลงบนแปลงปลูก หรือใช้เพาะในแปลงเพาะก่อนโดยผสมเมล็ดพันธ์กับทรายในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 แล้วหว่านลงในแปลงปลูก หลังจากนั้นต้องคลุมด้วยหญ้าหรือฟางแห้งหมั่นรดน้ำเช้าเย็นประมาณ 40-45 วัน เมื่อต้นแตกใบงอกขึ้นมาแข็งแรงดี จึงค่อยแยกต้นปลูกเป็นกอๆ กอละ 2-3 ต้น กะระยะห่างกันประมาณ 10 เซนติเมตร หรือถอนต้นกล้าย้ายลงแปลงที่เตรียมไว้ กะให้มีระยะห่างประมาณ 25X50 เซนติเมตร ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกขึ้นฉ่ายคือ ปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว รดน้ำทั้งเช้าและเย็นให้ชุ่มอยู่เสมอ อย่าให้ถึงกับเฉอะแฉะเกินไปใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ช่วยบ้าง ทุกๆครั้งที่มีการพรวนดิน การเก็บเกี่ยวเมื่อมีใบสีเขียวให้เห็นพอสมควรก็เริ่มเก็บได้ หรือประมาณ 90 วันหลังการย้ายกล้ามาปลูก ซึ่งวิธีการเก็บจะใช้วิธีการถอนออกมาทั้งราก แต่ก่อนที่จะถอนควรรดน้ำให้ดินไม่แข็งเพื่อที่จะถอนได้ง่าย

ตะไคร้

พันธ์ที่จะใช้ปลูกเป็นพันธ์พื้นเมืองที่ปลูกต่อๆกันมา ดังนั้นเมื่อคิดที่จะเริ่มปลูกตะไคร้ก็หาซื้อได้จากตลาดสด ซึ่งมักจะมีต้นแก่ไว้ขายเพื่อนำไปปลูกด้วยหรือจะหาซื้อตะไคร้ที่มีขายไว้ บริโภคก็ใช้ปลูกได้เช่นกัน การเตรียมดินสำหรับปลูกตะไคร้ต้องขุดดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน โรยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ย่อยดินให้เล็กลงพรวนดินให้ดินร่วนและโปร่ง นำต้นตะไคร้มาตัดให้ยาวประมาณ 2 องคุลี หรือตะไคร้ที่ตัดใบเรียบร้อยแล้วนำไปปักในดินลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร หลุมละประมาณ 4 ต้น ระยะปลูกของตะไคร้มีระยะห่างระหว่างต้น 35 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 70 เซนติเมตร หลังจากปลูกแล้วพอต้นตะไคร้ตั้งตัวได้ประมาณ 1 เดือนให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 โรยข้างๆต้น แล้วกลบพรวนดิน ส่วนการรดน้ำระยะแรกให้รดน้ำช่วงเช่าและเย็น พอตะไคร้ตั้งตัวได้ดีแล้วรดน้ำครั้งเดียวตอนเย็น สำหรับการกำจัดวัชพืชนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากวัชพืชจะเป็นตัวแย่งอาหาร ดังนั้นควรมีการกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอด้วย เมื่อต้นเจริญเติบโตได้ขนาดตามต้องการแล้ว มีข้อควรจำเมื่อเวลาตัดตะไคร้ไปรับประทานนั้น ไม่ควรเห็นว่าตะไคร้เป็นพืชที่ขึ้นง่ายแล้วใช้วิธีดึงถอนโดนไม่คำนึงถึงต้น ที่ฝังอยู่ในกอ และความสวยงามของสวนครัว วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรใช้มีดตัดโคนต้นตะไคร้ให้เสมอระดับดิน เลือกตัดต้นที่เบียดกันออกให้เหลือต้นที่มีระยะห่างสม่ำเสมอกัน จำทำให้ได้ทั้งความสวยงามของกอตะไคร้ที่เหลืออยู่ และยังมีกอตะไคร้ให้ตัดออกไปรับประทานได้อีกนานทีเดียว

แตงกวา

การเตรียมดินเพื่อปลูกแตงกวาคือ ขุดดินให้ลึกประมาณ 20-25 เวนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน เก็บวัชพืชออกให้หมด แต่ถ้าเป็นดินเหนียวหรือดินทรายควรใส่ปุ๋ยคอกเพิ่มช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ของดิน การปลูกแตงกวาสามารถทำได้สองวิธีคือ ปลูกโดยไม่ค้างไว้ขุดหลุมให้ลึก 3 นิ้ว ระยะห่างระหว่างต้น1 – 1.5 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 1.5 เมตร หยอดเมล็ดลงหลุมๆละ 5 เมล็ด เมื่อเมล็ดงอกและมีใบจริง 2-3 ใบคัดเอาต้นที่แข็งแรง และมียอดไว้หลุมละ 2-3 ต้นแล้วปล่อยให้ต้นโตเลื้อยไปตามพื้นดิน ส่วนการปลูกโดยใช้ค้าง ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 1.5 เมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 5 เมล็ด เมื่อเมล็ดงอกใบจริง 2-3 ใบ ถอนต้นที่อ่อนแอออกให้เหลือต้นที่แข็งแรงไว้หลุมละ 2 ต้น ใช้ค้างยาวประมาณ 2 เมตร ปักเอียงเข้าหากันเป็นรูปสามเหลี่ยมเพื่อช่วยพยุงต้น การใช้ค้างยังทำให้ผู้ปลูกสามารถดูแลรักษาง่าย เก็บผลได้ง่าย รวมทั้งยังใช้พื้นที่น้อยกว่า และให้ผลผลิตมากกว่าด้วย ข้อควรจำคือ แตงกวาจัดเป็นพืชผักที่มีระบบรากตื้น ดังนั้นน้ำจึงจำเป็นมากสำหรับแตงกวาเมื่อหยอดเมล็ดแล้วต้องรดน้ำตามทันที และในระยะเวลาที่เริ่มงอกต้องมีการดูแลรดน้ำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน จนกระทั่งแตงกวาเริ่มออกดอกจึงลดจากการให้น้ำลงเหลือ 2-3 วันครั้ง การให้น้ำที่เหมาะสมจะช่วยให้ผลผลิตสูงและผลจะสมบูรณ์ซึ่งแตงกวาที่ขาดน้ำจะ มีรสขมรับประทานไม่อร่อย ในการใส่ปุ๋ยนั้นมีการใส่ครั้งแรกในขั้นตอนการเตรียมดินและก่อนปลูกควรใส่ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 12-24-12 รองก้นหลุมประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากันแล้วกลบด้วยดินบางๆก่อนหยอดเมล็ด การใส่ปุ๋ยในครั้งต่อไปเมื่อแตงกวาอายุได้ 7-10 วัน หรือเมื่อมีใบจริง 2-3 ใบ และเมื่อทำการถอนแยกกล้าเสร็จแล้วใช้ปุ๋ยยูเรียโรยระหว่างแถวแตงกวาหรือรอบๆ หลุมห่างจากต้นประมาณ 1 คืบ ทั้งนี้เพื่อเร่งอัตราการเจริญเติบโตของต้น และขณะที่แตงกวาเริ่มออกดอกเมื่อปลูกไปแล้ว 20-30 วัน ควรใส่ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 12-24-12 โรยระหว่างแถวเพื่อให้การติดผลของแตงกวาดีขึ้น หลังจากแตงกวาติดผลควรงดใส่ปุ๋ย เนื่องจากจะทำให้ออกดอก หรือผลร่วงได้ การเก็บแตงกวามาบริโภคเริ่มเก็บได้หลังจากปลูกแล้วประมาณ 30-40 วัน ขึ้นอยู่กับพันธ์แตงกวาที่ปลูก เทคนิคการเก็บแตงกวา ควรเลือกเก็บแตงกวาที่อ่อน โดยสังเกตุได้ว่ามีนวลสีขาวเกาะอยู่ ซึ่งทำให้ได้แตงกวาที่เนื้อแน่น กรอบและรสชาดอร่อย การเก็บควรทยอยเก็บวันเว้นวันไม่ควรปล่อยแตงกวาแก่คาต้น เพราะทำให้ระยะการเก็บผลผลิตสั้นกว่าปกติ ซึ่งถ้ามีการดูแลรักษาอย่างถูกต้องผู้ปลูกจะสามารถเก็บผลผลิตแตงกวาได้นาน ถึง 1 เดือนทีเดียว

ตำลึง

ตำลึง ฟังดูก็ออกจะรู้สึกแปลกๆ ถ้าบอกว่าจะลุกขึ้นมาปลูกผักตำลึงรับประทานเอง ตำลึงเป็นพืชสวนครัว เนื่องจากเราจะเคยชินกับการที่เห็นตำลึงขึ้นเองตามข้างทางและการซื้อตำลึง เป็นกำๆจากตลาดสดราคาถูกมากดังนั้นการปลูกตำลึงจึงไม่เคยอยู่ในความคิด อย่างไรก็ตาม ตามเมืองใหญ่ๆ โอกาสที่จะเห็นตำลึงขึ้นอยู่สองข้างทางนั้นน้อยมาก และตำลึงที่ขึ้นเองนั้นจะไม่ขาวอวบสวยเหมือนรูป และน่าภูมใจในเวลาเก็บมารับประทานเหมือนตำลึงที่ปลูกเองรวมทั้งเรื่องที่ยัง คิดไม่ถึงคือ เรื่องความสะอาดและวางใจได้เมื่อรับประทาน เพราะเมื่อเก็บตำลึงที่ขึ้นเองมารับประทานจะเลือกเก็บที่ขึ้นอยู่สูงๆหน่อย เนื่องจากไม่ค่อยไว้ใจในเรื่องที่ว่าตำลึงนั้น ได้รับการรดด้วยปัสสาวะสุนัขหรือได้ปุ๋ยธรรมชาติจากสุนัขที่ผ่านไปมาหรือ ไม่ ตำลึงขยายพันธ์ได้ 2 วิธีคือ การเพาะเมล็ดและปลูกด้วยเถา ในการเพาะเมล็ดนั้นก็ทำเช่นเดียวกับการเพาะเมล็ดพืชทั่วๆไปซึ่งในครั้งแรก ที่จะเริ่มปลูกคงต้องหาต้นตำลึงข้างทาง ถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นลูกตำลึงแก่มีสีแดงอยู่ตามต้น นำมาแกะออกจะมีเมล็ดอยู่ด้านในนำมาเพาะเป็นต้นตำลึงได้ แต่วิธีนี้ใช้เวลาปลูกนานกว่าวิธีปลูกด้วยเถาและคงต้องคอยเวลาให้ลูกตำลึงแก่ จัด และคงต้องแย่งกันกับนกแถวนั้นด้วยเพราะลูกตำลึงเป็นอาหารโปรดของนกด้วยเช่น กัน ส่วนการปลูกด้วนเถาเพียงแต่นำเถาตำลึงแก่มาตัดเป็นท่อนๆให้ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว แล้วนำไปชำไว้ในกะบะเพาะชำ หรือนำไปปลูกได้เลยถ้าจะให้ดีควรปลูกหน้าฝนตันตำลึงจะงอกได้รวดเร็วกว่าช่วง อื่นๆ ประมาณเดือนเดียวก็สามารถเก็บยอดตำลึงรับประทานได้ และก็จะเก็บได้ตลอดไปยิ่งเก็บมากเท่าใดยอดใหม่ยอดใหม่ก็ยิ่งแตกออกมากจนเก็บ ไม่ทันเลยทีเดียว ในส่วนของการบำรุงรักษาแทบไม่ต้องทำอะไรเลยเนื่องจากโดยทั่วไปเรามักเห็น ตำลึงขึ้นเองตามข้างทาง อาจมาจกมูลของนก ? เนื่องจากโดยสภาพธรรมชาติแล้วตำลึงเป็นพืชผักที่ค่อนข้างทนทาน และสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เรียกว่าเกิดง่ายตายยาก ( ไม่ใช่แก่ง่ายตายยาก ) แต่ถ้าอยากให้ตำลึงงอกงามดี ถ้าจะทำการค้าก็สมควรเอาใจใส่ดูแล ลดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ยคอกบ้างเท่านั้น ( ใช้ประกอบอาหารเช่น ต้มเลือดหมูตอนเช้า ทำแกงเลียงตอนเย็น เหมาะสำหรับสตรีที่คลอดบุตรใหม่ๆเพื่อเป็นการเรียกน้ำนม )

ถั่วฝักยาว

พันธ์ที่เป็นที่นิยมปลูกได้แก่ พันธ์พื้นบ้าน พันธ์ ก-21-A ของกรมวิชาการเกษตร และพันธ์ มก.7 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้คัดพันธ์ถั่วพุ่มกินฝักสด ซึ่งมีลักษณะภายนอกใกล้เคียงกับถั่วฝักยาว โดยใช้ชื่อว่าถั่งฝักยาวไร้ค้างพันธ์ มข.25 ซึ่งถั่วฝักยาวพันธ์นี้สามารถทนอากาศร้อนและแห้งแล้งได้ดีกว่าถั่วฝักยาว ธรรมดา นอกจากนี้มีพันธ์ถั่วฝักยาวของเอกชนที่เป็นที่นิยมของตลาดทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ การเตรียมแปลงปลูกขุดดินลึกประมาณ 18-22 เซนติเมตร ตากแดดประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักรองก้นหลุมเพื่อปรับปรุงสภาพดินโดยเฉพาะดินทรายและดิน เหนียว และควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 12-24-12 ในการเตรียมดินด้วย….วิธีการปลูก ใช้วิธีการหยอดเมล็ด 3-4 เมล็ด ต่อหลุม ใช้ระยะห่างระหว่างหลุม 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 50-80 เซนติเมตร กลบด้วยฟางหรือหญ้าแห้งเพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นผิวหน้าดิน หลังจากเมล็ดงอกแล้วให้ถอนต้นที่อ่อนแอออกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม เมื่อมีใบจริง 4-5 ใบ ปักค้างเมื่ออายุประมาณ 1 เดือน โดยปักเดี่ยวตั้งตรงหรือเอนเข้าหากันแล้วผูกเป็นกระโจมหรือร้านก็ได้ ส่วนการปลูกถั่วฝักยาวแบบไร้ค้างนั้น ควรปลูกเป็นแถวเพื่อสะดวกในการดูแลเก็บฝักสด ใช้ระยะแถว 50 เซนติเมตร ระยะต้น 30 เซนติเมตร หยอดหลุมละ 1-2 เมล็ด แล้วถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้นเท่านั้น ( ห้ามเอาไว้เกิน 1 ต้นเป็นอันขาด หลังจากปลูกได้ 15 วัน ถ้าไม่ถอนแยกจะทำให้ลำต้นไม่ค่อยแข็งแรง และเมื่อมีลมพัดลำต้นจะเสียดสีกันทำให้เกิดแผลและเน่าตายในที่สุด )….ถั่วฝักยาวจะทนแล้งได้เพียงบางช่วง แต่จะทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ ระยะที่ถั่วฝักยาวต้องการน้ำมากและขาดน้ำไม่ได้คือ ช่วงออกดอกและช่วงพัฒนาฝัก ดังนั้นการปลูกถั่วฝักยาวต้องมีการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ปุ๋ยที่เหมาะสมสำหรับถั่วฝักยาวคือ ปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือ 5-10-5 หรืออาจใส่ปุ๋ยหมักทดแทนก็ได้ โดยแบ่งระยะการใส่ปุ๋ยเป็น 2 ช่วงคือ ใส่รองก้นหลุมและเมื่ออายุได้ประมาณ 20-30 วัน โดยการกำจัดวัชพืชก่อนแล้วจึงพรวนดินใส่ปุ๋ยไปพร้อมกัน ถั่งฝักยาวมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 55-75 วัน ขึ้นอยู่กับพันธ์ที่ปลูก การเก็บโดยใช้มือเด็ดหรือใช้กรรไกรตัด การเก็บเกี่ยวควรทยอยเก็บบ่อยๆ ทุกๆ 2-4 วัน ไม่ควรปล่อยให้ฝักแก่ค้างคาต้นจะทำให้ผลผลิตลดลง โดยทั่วไปจะสามารถเก็บนานประมาณ 10-20 ครั้ง หรือประมาณ 22-25 วัน ส่วนถั่วฝักยาวไร้ค้างสามารถเก็บฝักสดครั้งแรกได้เมื่ออายุ 42-45 วันหลังการปลูก และจะเก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ ทุกๆ 5-7 วัน หลังจากการเก็บฝักสดชุดแรก ควรพ่นสารป้องกันแมลงและหนอนมาเจาะทำลายต้นและดอก ถั่งฝักยาวไร้ค้างสามารถเก็บผลผลิตได้ 3-4 ครั้ง

ถั่วเลาเตา

ถั่วลันเตาอุดมไปด้วย เบต้า-แคโรทีนซึ่่่งเมื่อรับประทานแล้ว ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามิน เอ ช่วยบำรุงสายตาและช่วยภูมิคุ้มกันโรค รวมทั้งยังช่วยขจัดปัญหาหัวใจขาดเลือด แม้ว่าจะมีการปลูกถั่วลันเตากันอย่างแพร่หลายแต่ถั่วลันเตายังชอบอากาศค่อน ข้างเย็น ดังนั้นจึงควรปลูกในช่วงฤดูหนาว เริ่มประมาณเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ทั้งพันธ์ที่บริโภคสด และพันธ์ที่กินเมล็ด สำหรับพันธ์ที่นิยมปลูกในเมืองไทยคือ พันธ์ 2-2003-6 และ พันธ์ฝักใหญ่ซึ่งทั้งสองพันธ์นี้ผลผลิตคุณภาพดีคือ ฝักมีขนาดยาว และมีสีเขียวเข้มน่ารับประทาน การเตรียมดิน เหมือนกับการปลูกถั่วฝักยาวเตรียมหลุมปลูกให้มีระยะห่างต้น 30 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว 70 เซนติเมตร ใช้เมล็ดพันธ์หยอดหลุมละ 4-5 เมล็ด เมื่อกล้าโตขึ้นมีใบจริง 2-3 ใบ จึงถอนแยกต้นกล้าให้เหลือต้นที่แข็งแรงหลุมละ 2 ต้น เมื่อถั่วมีอายุ 15 วัน หรือต้นสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร เริ่มมีมือเกาะจึงใช้ไม้ไผ่ขนาดยาว 1.5 – 2 เมตร ปักทำค้างโดยการปักตรงหลุม ทุกหลุมแล้วจึงรวมปลายไม้ไขว้กัน หรือใช้วิธีปักไม้ห่างกันเป็นระยะ 1.5 – 2 เมตรตามแถวปลูก แล้วใช้เชือกไนล่อนหรือเชือกฟางผูกขึงตามแนวนอน ผูกเป็นชั้นห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตรและผูกตามแนวดิ่งอีกทีในระยะห่างพอควร เพื่อช่วยให้มือเกาะได้ดียิ่ง รดน้ำให้ชุ่มชื้นอย่างเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ออกดอกและติดผลเป็นช่วงที่ขาดน้ำไม่ได้ การใส่ปุ๋ยต้องพิจารณาถึงความสมบูรณ์ของดิน ถ้าดินสมบูรณ์เพียงพอแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม และเมื่อถั่วอายุ 30 วันให้เก็บวัชพืช พรวนดินโคนต้น โรยปุ๋ยและใช้ดินกลบ เริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 60 วัน และจะเก็บได้เป็นระยะเวลาประมาณ 30-60 วัน เก็บโดยใช้มือเด็ดฝัก เลือกเก็บฝักที่ยาวได้ขนาด เมล็ดเริ่มเกิดและยังผอมลีบจะได้ถั่วลันเตาที่อ่อนนุ่มกรอบไม่พอง รับประทานอร่อย

บวบ

บวบเป็นพืชผักประเภทเถาไม้ เลื้อยที่เหาะปลูกเป็นพืชผักสวนครัวเนื่องจากเป็นที่นิยมในการบริโภคเพราะมี รสหวาน แต่คงต้องควรระวังในการบริโภคบวบ เนื่องจากบวบบางลูกจะมีรสขมผิดไปจากรสชาดเดิมอย่างมาก ว่ากันว่าเพราะมีงูเลื้อยผ่านเถาบวบนั้น ทำให้บวบมีรสขม บวบสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายประเภทไม่ว่าจะเป็นการลวกจิ้มน้ำพริก ผัด หรือนำไปแกง เคล็ดลับของการรักษาคุณค่าทางอาหารของบวบไม่สูญเสียไปมากนักกับความร้อนใน การปรุงอาหารคือ เมื่อปอกเปลือกบวบ เพื่อจะปรุงอาหารไม่ควรปอกเปลือกจนเกลี้ยงเกลานัก เหลือเปลือกไว้บ้างเล็กน้อยจะช่วยคุณค่าทางอาหารส่วนใหญ่ของบวบไว้ได้ การปลูกบวบมีลักษณะพิเศษคือ ทนแล้ง ทนฝน ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน แต่มีข้อควรระวังคือ เมื่อแรกปลูกจนถึงขึ้นค้างจะมีแมลงชอบกัดยอด แต่พอทอดยอดขึ้นค้างแล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแมลงอีกต่อไป พันธ์บวบที่นิยมรับประทานกันแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ บวบเหลี่ยมพันธ์นี้เป็นที่นิยมในการบริโภคอย่างมาก มีทั้งพันธ์ผลเบา ผลเล็กสั้นขนาดยาวไม่เกิน 12 นิ้ว อายุจากวันปลูกถึงวันเก็บผลครั้งแรก 50 วัน เหมาะสำหรับปลูกรับประทานเองในสวนครัว และยังทีพันธ์หนักชนิดผลยาว 2-3 ฟุต อายุจากวันปลูกถึงวันเก็บผลครั้งแรก 75 วัน เหมาะสำหรับปลูกเป็นการค้า บวบหอมมีลักษณะกลมรี ความยาว 5-6 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 นิ้ว และชนิดผลยาวประมาณ 24 นิ้ว อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 75-120 วัน และบวบงู มีทั้งชนิดสีขาวและสีเขียวลายขาว เนื้อหนารสหาวน ขนาดความยาวของผล 2-3 ฟุต แต่ไม่ค่อยนิยมเหมือนบวบเหลี่ยม การปลูกบวบต้องใช้วิธีแบบทำค้างเช่นเดียวกับถั่งฝักยาว เนื่องจากจะทำให้ได้ผลผลิตมาก และเก็บผลได้นานคือ เก็บทุกๆ 2-3 วัน และเก็บไปได้นานถึง 1 เดือน หรือเดือนครึ่ง อย่างไรก็ตามถ้าปลูกบวบในลักษณะเป็นพืชสวนครัวนี้ ควรปลูกเป็นพืชผักริมรั้ว โดยใช้รั้วทำค้างทำให้สามารถประหยัดแรงงานและเวลาทำค้างลงได้ ส่วนการปลูกปล่อยให้เลื้อยไปตามพื้นดินก็ทำได้เช่นกัน แต่ผลผลิตไม่ดีมากนักคือ ผลบวบที่ได้จะคดงอ และระยะในการเก็บสั้นลง โดยอาจจะเก็บได้เพียง 4-5 วันครั้งเท่านั้น

ปูเล่

เป็นพืชตระกูลกระหล่ำที่ปลูกทาง ภาคใต้ของประเทศไทยมาช้านาน ส่วนใหญ่ปลูกในกระถาง หรือภาชนะอื่นๆ ไว้รับประทานประจำบ้านชอบดินร่วนที่อินทรีย์วัตถุมีการระบายน้ำดีเลี้ยงง่าย ปัญหาเกี่ยวกับโรค และแมลงมีน้อยจึงไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดแมลงเพียงแต่ใช้มือจับก็เพียงพอ ควรปลูกในกระถางเพราะสะดวกในการดูแลรักษา การเจริญเติบโดแยกเป็น 3 ระดับ คือ ระยะที่ 1 เป็นระยะการเจริญเติบโตเริ่มจากอายุประมาณ 14 วัน ให้ปุ๋ยูเรีย ( 46-0-0 ) อัตราส่วน 1/4 – 1/2 ช้อนชาต่อน้ำ 20 ลิตรรดลงดินควรให้ดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอทำทุกๆ 7 วันหรือ 14 วัน จนกระทั่งอายุ 2 เดือน ระยะที่ 2 เป็นระยะการเจริญเติบโตเริ่มจากอายุประมาณ 2 เดือน ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 สลับกับปุ๋ยยูเรีย โรยรอบโคนต้น พยายามอย่าให้ถูกส่วนของต้น ใช้ในอัตราส่วน 1/2 ช้อนชาต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 15 วัน จนอายุ 4 เดือน หลังจากหว่านปุ๋ยทุกครั้งให้รดน้ำลงดินให้ชุ่ม มิฉะนั้นจะทำให้ต้นเหี่ยวเฉาได้ ระยะที่ 3 เป็นระยะเจริญเติบโตตั้งแต่อายุ 4 เดือน ขึ้นไปเริ่มเก็บใบรับประทานได้ ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 14-14-21 โรยรอบโคนต้น อัตรา 1/2 ช้อนชาสลับกับปุ๋ยยูเรีย อัตราส่วน 1/2 ช้อนชาทุกๆ 10-15 วัน ถ้าสังเกตว่าดินในกระถางยุบตัวลงให้เติมดินผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือดินผสมปุ๋ย คอกลงในกระถางจะทำให้ต้นมีอายุยืนยาว และภาชนะที่ปลูกควรมีขนาดใหญ่ ความจุตั้งแต่ 10 ลิตรขึ้นไป เมื่อปลูกไปได้ประมาณ 4 เดือนเริ่มเก็บใบรับประทานได้ ใบที่เก็บรับประทานควรมีขนาด 15×20 เซนติเมตรขึ้นไป การเก็บให้เด็ดหรือปลิดใบล่างก่อนโดยโน้มทั้งใบลงข้างล่าง ก้านใบที่ติดกับลำต้นจะหักออกได้ง่าย การเด็ดใบแต่ละครั้งให้เหลือใบไว้กับต้นไม่น้อยกว่า 12 ใบ เพื่อให้พืชสามารถสร้างอาหารเพียงพอกับการเจริญเติบโต สามารถเก็บใบไปประกอบอาหารได้อีกในระยะทุก 2-3 สัปดาห์ ครั้งละ 5-6 ใบ ในการขยายพันธ์ปูเล่ ใช้การปักชำโดยตัดแขนงที่แตกออกจากซอกใบของลำต้นเลือกแขนงที่มีใบตั้งแต่ 3 ใบขึ้นไป ยาวไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร ปักชำในทรายผสมขี้เถ้าแกลบ ปลูกในสภาพแสงแดดรำไร รดน้ำให้ชุ่มประมาณ 7 วัน แขนงจะแตกรากเมื่อต้นตั้งตัวได้ดีแล้วประมาณ 20 วัน หลังปักชำย้ายลงปลูกในกระถางที่มีดินผสมอินทรียวัตถุ

ผักกวางตุ้ง

ผักกวางตุ้งชอบดินร่วนที่มีอินทรีย์วัตถุอยู่มากๆ โดยเฉพาะดินน้ำไหลทรายมูลหรือดินที่โปร่ง แต่ดินประเภทอื่นๆเช่น ดินร่วนปนดินเหนียวหรือดินค่อนข้างเหนียว ควรต้องใส่ปุ๋ยคอกเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินก่อนปลูก หรือถ้าดินเหนียวให้ใส่ขี้เถ้าแกลบลงไปในแปลงด้วยเพื่อช่วยให้ดินร่วน ขึ้น การเตรียมแปลงปลูกให้มีขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ขุดดินให้ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร โดยขุดเป็นร่องแล้วเอาดินขึ้นมาตาก 2 ข้างแปลงประมาณ 3-4 วัน เอาปุ๋ยคอกใส่ในร่องแปลงเกือบครึ่งร่อง นำดินข้างแปลงลงไปคลุกย่อยให้ละเอียด เกลี่ยเป็นรูปแปลงแล้วจึงกระระยะปลูก การปลูกโดยหว่านเมล็ดโดยตรงนั้นใช้เมล็ดพันธ์ 1 ส่วนผสมกับทรายสะอาด 3 ส่วน หว่านให้ทั่วผิวแปลงกลบด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อเมล็ดงอกได้ 20 วัน ควรถอนแยกและจัดระยะห่างระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร ส่วนการปลูกโดยโรยเมล็ดเป็นแถวโดยตรงลงในแปลง ใช้เมล็ดพันธ์ 1 ส่วน ผสมกับทรายสะอาด 3 ส่วน โรยหรือหยอดเมล็ดเป็นแถวลึกลงในดิน 0.5 – 1 เซนติเมตร ระยะห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร กลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบางๆ คุมด้วยฟางแห้งรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากเมล็ดงอกได้ 20 วันให้ถอนแยกกันในแถว โดยพยายามจัดระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 20 เซนติเมตร ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกควรเป็นช่วงฤดูหนาว หรือจะเป็นช่วงท้ายของฤดูฝนก็ได้ แต่ไม่ควรปลูกในช่วงฝนตกชุกเนื่องจากฝนจะชะใบขาดได้ หลังจากปลูกแล้วใหม่ในระยะ 4-5 วันแรกต้องทำที่บังแดดด้วย ตอนเช้าเปิดที่บังแดดรดน้ำแล้วจึงปิด ตอนเย็นเปิดรดน้ำเปิดทิ้งรับน้ำค้างหลังจากนั้นจึงเปิดให้รับแดดได้ตลอดทั้ง วัน เมื่อฝักตั้งตัวได้แล้วเริ่มพรวนดิน ในระยะที่ผักมีอายุ 15-20 วัน พรวนดินทุกๆ 7 วัน และ ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยยูเรียผสมกับน้ำรดโคนต้น ผักกวางตุ้งเป็นผักที่มีอายุสั้น ปลูกเพียง 35-45 วัน ก็สามารถเก็บรับประทานได้ การเก็บใช้มีดคมๆ ตัดโคนต้นชิดดิน อย่าใช้วิธีดึงถอน เพราะการถอนนั้นถ้าดินแน่นจะทำให้ต้นช้ำและเสียหายง่าย

ผักกาดขาว

พันธ์ของผักกาดขาวปลีนั้นแงออกตามลักษณะของปลีคือ พวกห่อปลียาวรวมทั้งพันธ์ที่มีหัวโตตั้งตรง สูง และรูปไข่ ได้แก่พันธ์ผักกาดโสภณ หรือผักกาดขาวฝรั่งพวกปลีกลมรวมทั้งปลีป้านทางส่วนบน มักเป็นพันธ์เบาและอายุในการปลูกนั้น พวกปลีหลวมส่วนใหญ่เป็นพันธ์ผักพื้นเมืองของเอเชียพวกนี้ไม่ห่อปลี ปลูกได้แม้ว่าอากาศไม่หนาวได้แก่พันธ์ผักกาดขาวใหญ่ และผักกาดขาวธรรมดาซึ่งปัจจุบันปริมาณการปลูกลดลงเรื่อยๆเนื่องจากความอร่อย สู้พวกห่อปลียาวไม่ได้ รวมทั้งระยะเวลาในการเก็บรักษายังสั้นกว่าด้วย ชื่อของพันธ์ผักกาดขาวที่ชาวสวนนิยมปลูกได้แก่ ตราดอกโบตั๋น ตราช้าง ตราเครื่องบิน ผักกาดขาวปลีสามารถปลูกได้ในดินทั่วไป แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนเนื่องจากสามารถระบายน้ำได้ดี เริ่มจากการขุดดินให้ลึก 12 นิ้ว แล้วตากดินให้แห้ง 10-15 วัน ทำการย่อยพรวนดินคลุกกับปุ๋ยคอก การปลูกในลักษณะพืชสวนครัวควรหว่านเมล็ดลงในแปลงเลยเนื่องจากทุ่นเวลาในการ ย้ายกล้า และราคาเมล็ดพันธ์ไม่แพงมากนักโดยหว่านเมล็ดลงไปใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หว่านทับลงไปหนาประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตรเสร็จแล้วคลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง ทั้งนี้ช่วยรักษาความชื้น เมื่อผักขาวปลีอายุประมาณ 15-20 วัน ควรถอนแยกออกให้มีระยะห่างระหว่างต้น 30-50 เซนติเมตรในระยะแรกเมื่อเมล็ดงอกควรให้น้ำวันละ 3-4 เวลา เพื่อให้หน้าดินอ่อนสะดวกแก่การงอกของเมล็ด เมื่อผักอายุเกิน 7 วันแล้ว ก็ลดเหลือวันละ 3 เวลา พออายุเกิน 3 เดือนไปแล้วรดน้ำเพียงวันละ 2 เวลา ซึ่งผักกาดขาวปลีจะขาดน้ำไม่ได้ในช่วงห่อปลี เพราะจะทำให้การห่อปลีและการเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ การใส่ปุ๋ยให้แบ่งใส่ 2 ครั้งคือ หลังจาก 7 วันแล้วครั้งหนึ่ง กับ 15 วันครั้งหนึ่ง ครั้งแรกควรใส่ปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตหรือยูเรีย โดยกะประมาณเนื้อที่ 1 ตารางเมตร ใส่ปุ๋ยคอก 3-4 กิโลกรัม ปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต 100 กรัม หรือปุ๋ยยูเรีย 50 กรัม ( ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ) ผสมให้เข้ากันแล้วจึงหว่านลงในแปลง ครั้งที่2 ใส่เฉพาะปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วต้องพรวนดิน กลบปุ๋ยลงในดินและรดน้ำตามด้วย ผักกาดขาวปลีเป็นผักที่หนอนชอบมาก ผู้ปลูกจึงควรดูแลเอาใจใส่ให้มากทุกๆวันและการฉีดพ่นยาป้องกันและการฉีดพ่น ยาป้องกันและกำจัดแมลง ควรฉีดก่อนผักเริ่มเข้าปลี ซึ่งหมายถึงเมื่อผักอายุไม่เกิน 30 วันเพราะถ้าปล่อยให้หนอนเข้าปลีได้แล้วจะไม่สามารถใช้ยากำจัดอย่างได้ผล พืชผักจะเสียหายหมด อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดเขียวปลีประมาณ 65-90 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธ์ที่ปลูก ข้อสังเกตุว่าถึงเวลาที่จะเก็บเกี่ยวแล้งคือ ใบนอกเริ่มแห้งและเข้าปลีแน่นพอสมควรนอกจากนี้ควรตัดก่อนปลีจะคลายความแน่น และควรตัดในขณะที่น้ำที่อยู่ตามใบแห้งดีแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผักที่กรอบไม่อวบน้ำจนเกินไปและผักไม่หักช้ำหรือเน่าง่าย

ผัก กาดหอม

พันธ์ผักกาดหอมที่นิยม ปลูกในบ้านเรามี 2 ประเภทคือ พันธ์หัวห่อ ( Crisp Head ) หรือที่เรียกกันว่าผักกาดแก้ว และพันธ์ใบ ( Loose leaf ) หรือที่เรียกกันว่าผักกาดหอมใบหยิกซึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันมาก สีของใบมีตั้งแต่สีเขียวอ่อนไปจนถึงสีม่วงแดง การเตรียมดิน สำหรับการปลูกผักกาดหอมใบหยิกเป็นการเตรียมดินเพื่อหว่านเมล็ดพันธ์ โดยขุดพลิกดินลึก 18-20 เซนติเมตรตากดินไว้ 7-10 วัน ย่อยพรวนดินและใส่ปุ๋ยคอก หว่านเมล็ดลงบนแปลงหรือใช้วิธีการหยอดเมล็ดเรียงแถว โดยมีระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 20 เวนติเมตร เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ก็เริ่มถอนต้นที่อ่อนแอทิ้งและจัดระยะห่างระหว่างต้น โดยเมื่อทำการถอนแยกครั้งสุดท้ายเมื่อผักอายุได้ 3 สัปดาห์ให้จัดระยะห่างประมาณ 20×20 เซนติเมตร ถ้าปลูกในฤดูร้อนควรมีการคลุมแปลงผักโดยการใช้ไม่ไผ่ปักสูงประมาณ 2 – 2.5 เซนติเมตร อย่าให้เตี้ยเกินไปเพราะจะทำให้ต้นผักหอมสูงชะลูด ส่วนการเตรียมดินของการปลูกผักหอมพันธ์หัวห่อนั้น ต้องมีการเพาะกล้าก่อน เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ให้ถอนกล้าออกบ้างเพื่อไม่ให้เบียดกันแน่นเกินไป จะทำให้โรคโคนเน่าและดินอ่อนแอเมื่อต้นกล้าอายุได้ 25-30 วัน จึงย้ายมาปลูกในแปลงปลูกซึ่งต้องทำด้วยความระมัดระวังมาก เนื่องจากต้นกล้าบอบช้ำได้ง่าย ในระยะเวลา 2-3 วันแรก อาจช่วยต้นกล้าให้แข็งแรงด้วยการใช้กรวยกระดาษหรือใบตองคลุมต้นกล้าไว้ ระยะที่เหมาะสมในการปลูกผักกาดหอมห่อคือ 30×50 เวนติเมตร การใส่ปุ๋ยแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ การใส่ปุ๋ยรองพื้นนั้นต้องดูจากสภาพดินเป็นสำคัญ เนื่องจากดินในแต่ละท้องที่มีความสมบูรณ์ไม่เท่ากัน ส่วนปุ๋ยบำรุงใส่ในระยะหลังจากปลูก 7 วัน โดยควรใส่ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโตด้วยการใช้ปุ๋ยยูเรียละลายน้ำรดผักในอัตรา 1 ช้อนสังกะสีต่อน้ำ 1 ปี๊บ ต่อเนื้อที่ 5 ตารางเมตร รดวันเว้นวันเพื่อเร่งให้โตเร็ว เมื่อผักอายุ 15-20 วัน ควรเปลี่ยนปุ๋ยโดยสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมคือ ปุ๋ยสูตร 13-13-21 เนื่องจากผักกาดหอมต้องการธาตุโปรแตสเซี่ยมมากกว่าธาตุไนโตรเจน เพราะธาตุโปรแตสเซี่ยมทำให้ผักบางกรอบ ไม่มีรอยจุดบนใบ และผักกาดหอมที่มีธาตุไนโตรเจน มากเกินไปจะทำให้ใบมีสีเขียวจัดและ รสไม่อร่อย ผักกาดหอมใบหยิกสามารถเก็บรับประทานหลังจากปลูกได้ 40-50 วัน หลังจากหว่านเมล็ดลงแปลงแล้ว การเก็บควรเลือกเก็บขณะที่ใบยังอ่อน ใบจะกรอบ ไม่เหนียวกระด้ง ต้นจะสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร ส่วนผักกาดหอมหัวห่อสามารถเก็บได้เมื่อปลูกเป็นเวลา 60-75 วัน ควรเก็บขณะที่หัวห่อแน่นไม่หลวม รูปร่างค่อนข้างกลม ไม่ควรปล่อยให้แก่จัดเกินไป ซึ่งจะทำให้หัวยืดตัวในทางตั้งและแทงดอก

ผักกาดเขียว ปลี

การเตรียมดินเพื่อปลูกผักกาดเขียวปลี ให้ขุดดินเป็นรองเอาดินขึ้นมาตากแดดไว้ทั้งสองข้างแปลง โดยควรให้ได้แดดสัก 3-4 แดดก็พอใส่ปุ๋ยคอกลงในร่องนำดินที่ขุดขึ้นมากลบโรยเมล็ดใส่หลุมกดลงในหลุม ให้แน่นเล็กน้อย เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าให้ถึงกับแฉะ หลังจากปลูกแล้วประมาณ 4-5 วัน ควรหาที่กำบังแดดมากๆ มิฉะนั้นจะทำให้ต้นเหี่ยวเฉาได้ ควรรดน้ำทุกๆเช้า เย็นในช่วงเย็นก็ควรเปิดที่บังแดดเพื่อให้ผักได้รับน้ำค้างพอสมควร เมื่อผักตั้งตัวได้แล้วก็ให้เอาที่บังแดดออก เมื่อผักมีอายุได้ 15-20 วัน ก็เริ่มลงมือพรวนดินได้ต่อไปก็พรวนดินทุกๆสัปดาห์ ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักซึ่งจะได้ผลดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี เมื่อปลูกได้ประมาณ 55-75 วัน ก็เก็บรับประทานได้ ข้อควรจำคือ ควรเก็บผักในช่วงตอนเช้าจึงจะได้ผักสดคุณภาพดีนอกจากนี้ควรเลือกตัดหัวปลี ที่แน่นได้ขนาดที่ต้องการ โดยใช้มีดสะอาดตัดทีเดียวให้ขาดเก็บใส่ภาชนะรีบนำเข้าร่ม สำหรับเรื่องผักกาดเขียวปลีนี้ ขอแถมในเรื่องการแปลรูปผักเขียวปลีด้วย เนื่องจากการนำผักเขียวปลีไปดองนั้นเป็นที่นิยมมากกว่าการบริโภคสด เริ่มต้นจากการนำผักเขียวปลี 1 กิโลกรับ น้ำเกลือร้อยละ 10-15 ( ละลายเกลือ 100-150 กรัมในน้ำสะอาด 1 ลิตร ) น้ำตาลทรายขาว 1 ช้อนโต๊ะ ล้างผักให้สะอาด ผึ่งแดดให้เหี่ยว 1 วัน เรียงผักใส่ไหที่สะอาด เทน้ำเกลือที่ผสมแล้วลงให้ท่วม หาของหนักๆทับไว้ตอนบน ทิ้งไว้จนเปรี้ยวรับประทานได้ ซึ่งระยะเวลานั้นขึ้นอยู่กับปริมาณเกลือที่ใช้ ถ้าใช้เกลือน้อยจะเปรี้ยวเร็วกว่า

ผักชี

ประโยชน์ของผักชีนั้น นอกจากจะใช้ส่วนใบแล้วยังมีการใช้รากผักชีเป็นส่วนประกอบในเครื่องปรุงของ อาหารหลายประเภททีเดียว และเมล็ดหรือที่เรียกกันว่าลูกผักชีนั้นยังเป็นเครื่องเทศอย่างหนึ่งด้วย สรรพคุณของผัดชีคือ ช่วยย่อยอาหารทำให้ไม่เป็นโรคท้องอืด ท้องเฟ้อ ซึ่งในประเทศแถบยุโรปใช้ลูกผักชีเพื่อแก้ปวดท้อง ผักชีปลูกขึ้นได้ดีในดินทุกประเภท และตามปกติผักชีนั้นปลูกได้ตลอดทั้งปีแต่ในช่วงฤดูแล้งผลผลิตจะน้อยลง ทำให้ในช่วงฤดูแล้งผักชีจะมีราคาแพง ปัจจัยที่สำคัญในการปลูกผักชีให้ได้ผลผลิตสูงคือ ต้องคัดเลือกเมล็ดพันธ์ที่แน่ใจว่ามีการงอกสูง และมีการปฏิบัติดูแลอย่างเอาใจใส่ ซึ่งเมล็ดพันธ์ผักชีที่เกษตรกรใช้กันและมีการงอกดีคือ พันธ์พื้นเมืองและพันธ์สิงคโปร์ พันธ์สิงคโปร์มีเมล็ดดำ พันธ์ไต้หวัน และพันธ์แอฟริกา ถ้าจะปลูกผักชีในลักษณะพืชผักสวนครัวควรใช้วิธีการหว่านเมล็ดลงในแปลงปลูก โดยการเอาเมล็ดพันธ์มาบดให้แตกเป็นสองซีกก่อน นำไปแช่น้ำพอท่วมประมาณ 2-3 ชั่วโมง เอาขึ้นมาผึ่งลมให้แห้งแล้วคลุกเคล้ากับทราย หรือขี้เถ้า เมื่อเมล็ดเริ่มงอก จึงนำไปหว่านในแปลงแล้วคลุมด้วยฟางข้าว หรือหญ้าแห้งเพื่อป้องกันต้นอ่อนและรักษาความชุ่มชื้นของผิวดิน รดน้ำให้ชุ่มวันละ 2 เวลาเพื่อให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ การให้ปุ๋ยกับผักชีนั้นมีหลายแบบในหลายท้องที่ แต่วิธีที่ให้ผลผลิตที่สูงคือ ควรทำตั้งแต่การใส่ปุ๋ยคอก รองพื้นในตอนที่เตรียมดินก่อนปลูกเมื่อแตกใบแล้วจึงใช้ปุ๋ยหมัก ถ้าจะเร่งให้งามเร็วก็ให้ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต โดยผสมกับน้ำ 3-4 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บฉีดพ่นในแปลง เทคนิคของการปลูกผักชีให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้นต้องปลูกในดินร่วน เนื่องจากผักชีเป็นผักที่ใช้ประโยชน์จากรากด้วย ดังนั้นการถอนขึ้นมาจากดินจะต้องได้รากที่สมบูรณ์ จึงต้องการดินร่วนพอสมควรนอกจากนี้เพื่อให้ได้ผักชีต้นโต รากสวย จึงควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักทุกครั้งที่ปลูก ผักชีเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 40-60 วัน วิธีเก็บคือ ถอนทั้งต้นและราก ก่อนถอนควรรดน้ำให้ดินนิ่มเสียก่อน เพื่อที่จะถอนได้สะดวกและรากไม่ขาด

ผักบุ้งจีน

ผักบุ้งไทย แบ่งออกเป็นผักบุ้งนามีลักษณะต้นสีแดงใบเล็ก

และผักบุ้งน้ำ ซึ่งมีทั้งต้นสีแดงและสีเขียวลำต้นอวบ
ผักบุ้งจีน มีลำต้นสีเขียว และอ่อนนุ่มกว่าผักบุ้งไทย ลำต้นไม่ยาวและไม่แตกกิ่งก้านเหมือนผักบุ้งไทย แต่จะมีใบยาวกว่า เมล็ดพันธุ์ที่ซื้อจากร้านค้านั้นจะเป็นพันธุ์ที่คละกัน ระหว่างเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนพื้นเมืองของไทยกับพันธุ์ไต้หวัน เนื่องจากลักษณะพันธุ์ของเมล็ดของผักบุ้งทั้งสองพันธุ์นี้ไม่มีความแตกต่าง กันมากนัก แต่เมล็ดพันธุ์ไต้หวันนั้นนิยมปลูกเพื่อการส่งออกเนื่องจากใบยาวเรียว และไม่เหี่ยวช้ำง่ายลำต้นอวบและมีสีเขียวสวยกว่า วิธี หว่านเมล็ดลงในแปลง ซึ่งนับว่าเป็นวิธีนิยมอย่างมาก เมล็ดพันธ์ผักบุ้งมีราคาถูกก่อนหว่านต้องนำเมล็ดแช่น้ำไว้ประมาณ 12 ชั่วโมงเพื่อช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้นเมื่อหว่านเมล็ดแล้วใช้ดินผสมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักโดยทับบางๆ แล้วคลุมด้วยฟาง วิธีโรย เป็นแถว ทำร่องตามขวางหรือตามยาวของแปลงให้ลึกประมาณ 1 นิ้วโรยเมล็ดให้ห่างกันโดยใช้ระยะระหว่างเมล็ด 1 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 10-15 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดแล้วใช้ดินผสมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักกลบทับบาง ๆ แล้วคลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่ม วิธีนี้จะทำให้ผักบุ้งมีต้นสม่ำเสมอ และยังช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ด้วย วิธีใช้ท่อนพันธุ์ปลูก ตัดต้นผักบุ้งเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณ20-30 เซนติเมตร แล้วปักลงในดินห่างกันประมาณ 5-10 เซนติเมตร ปล่อยน้ำให้ขังในแปลงสูงประมาณ 10 เซนติเมตรแต่ถ้ารดน้ำแปลงปลูกให้ชุ่มก่อนปลูก 1 วัน ก็ไม่ต้องขังน้ำในแปลงเพียงแต่ต้องให้น้ำบ่อยๆ ผักบุ้งจะออกรากรวดเร็วตามข้อ แต่วิธีการนี้มักนิยมใช้กับการปลูกผักบุ้งไทย ผักบุ้งชอบดินชื้นแฉะจึงควรให้น้ำบ่อย ๆ และสม่ำเสมอเพียงพอ ถ้าขาดน้ำจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโต และแข็งกระด้าง ในส่วนของการใส่ปุ๋ยนั้นเริ่มตั้งแต่ผักบุ้งมีใบจริงหรืออายุ 5-7 วัน หลังจากการหว่านเมล็ดควรให้ปุ๋ยยูเรียโดยใช้วิธีหยอดหน้า หรือหว่าน แล้วรดน้ำตามทันทีอย่าให้ปุ๋ยเกาะที่ใบ และควรให้ปุ๋ยหลังจากนั้นอีกทุกๆ 3-5 วัน หรืออาจจะใช้ปุ๋ยยูเรียผสมกับน้ำ รดทุกวันแทนน้ำธรรมดาโดยใช้ความเมข้นร้อยละ 0.5 ( ปุ๋ย 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ) จะช่วยให้ผักบุ้งโตเร็ว การดูแลไม่ต้องมีพิธีรีตองมากนักเพียงแต่อย่าให้หญ้ามาแย่งอาหาร และคอยดูแลพวกแมลงจะมากัดกินใบ หรือเมล็ดที่หว่านเท่านั้น เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษของผักบุ้ง ที่มีโรคและแมลงศัตรูรบกวนน้อย ทำให้ผู้ที่ปลูกผักสวนครัว ควรนำไปใช้ประโยชน์โดยการใช้ผักบุ้งจีนเหมือนเป็นกันชน โดยซ่อนผักประเภทกินใบที่มีแมลงรบกวนมากเช่น คะน้า กวางตุ้ง เป็นต้น เอาไว้ตรงกลางแปลงทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการใช้สารกำจัดศัตรู พืช หลังจากหว่านเมล็ดไปแล้วประมาณ 25-30 วัน จะเก็บผักบุ้งรับประทานได้ การเก็บเลือกวิธีตัดให้เหลือตอเพื่อที่จะแตกใหม่หรือถอนทั้งรากก็ได้ ถ้าเป็นผักบุ้งจีนนิยมถอนรากแล้วล้างดินออกก่อนนำไปรับประทาน

พริกขี้หนู

พริกขี้หนูในบ้านเราแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ ขนาดของผลยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร มีอยู่หลายพันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ หัวสีทน หัวเรือ จินดา ยอดสน ป้านใน ไส้ปลาไหล สร้อย นิ้วมือนาง เดือยไก่ ฯ และพริกขี้หนูเม็ดเล็ก ขนาดของผลยาวต่ำกว่า 2 เซนติเมตร พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ ขี้หนูสวน ขี้หนูหอม กะเหรี่ยง ขี้นก การปลูกพริกขี้หนูในลักษณะผักสวนครัวนั้นนิยมการหว่านเมล็ดลงในแปลงปลูก ไม่เหมือนกับการปลูกในลักษณะเป็นการค้าที่ต้องมีการเพาะกล้าก่อนแล้วจึงย้าย ลงแปลงปลูก การดูแลรักษาพริกนั้นมีเทคนิคที่ควรจำเล็กน้อยคือ พริกเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำหนักมากถ้ามีความชื้นสูงไป ควรพรวนดินให้น้ำระเหยออกจากดิน ส่วนในกรณีที่ดินแห้งไป และไม่อาจให้น้ำได้อย่างสม่ำเสมอ ควรใช้วัสดุคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน อีกทั้งยังเป็นการป้องกันวัชพืชด้วย สำหรับการกำจัดวัชพืชนั้น ต้องทำอย่างระมัดระวังเนื่องจากพริกมีระบบรากที่แผ่กว้างอยู่ในระดับผิวดิน การกำจัดวัชพืชอาจจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโต ดังนั้นควรกำจัดวัชพืชตั้งแต่ยังเป็นต้นอ่อน การใส่ปุ๋ยในระยะเตรียมดิน และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หลังการปลูกแล้ว 10-15 วัน โดยใส่ครั้งละ 1 ช้อนแกง โรยห่างจากต้นประมาณ 1 ฟุตแล้วใช้ดินกลบเพื่อป้องกันการสูญเสียของปุ๋ยสำหรับระยะการใส่ไม่มีข้อ กำหนดตายตัว แต่เพื่อให้การใส่ปุ๋ยมีประโยชน์ที่สุดควรแบ่งใส่หลาย ๆ ครั้ง พริกจะเริ่มออกดอกหลังจากขึ้นเป็นกล้าอ่อนประมาณ 60-70 วัน และเริ่มเก็บผลสุกได้เมื่ออายุ 90-100 วัน การเก็บเกี่ยวจะทำได้ทุก 5-7 วัน ถ้ามีการบำรุงรักษาดี และให้น้ำอย่างเพียงพอ พริกก็จะมีอายุให้เก็บถึง 1 ปีทีเดียว

พริกชี้ฟ้า

พริก ชี้ฟ้าจัดเป็นพริกใหญ่ที่มีรสเผ็ด เมื่ออ่อนเป็นสีเขียวเข้มแต่พอแก่แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงขนาดผลยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองลักษณะเนื้อหนาสีแดงเข้ม หรือเขียวเข้ม การเตรียมดินสำหรับการปลูก พริกชี้ฟ้ากรณีปลูกเป็นพืชสวนครัวใช้วิธีการขุดหลุมแล้วเอาปุ๋ยคอกใส่หลุม ประมาณ 2 กำมือ เอาดินคลุกเคล้าให้เข้ากันให้เต็มหลุมก็ลงมือปลูกได้ หลุมปลูกโดยทั่วไปควรมีขนาดกว้าง 1 คืบ ยาว 1 คืบ ก่อนเอาลงปลูกควรเพาะเมล็ดในกะบะเพาะเสียก่อน เมื่อต้นพริกสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร จึงค่อยย้ายลงปลูกในหลุมใหม่ ไม่ควรย้ายกล้าพริกปลูกตอนเช้าหรือสาย เพราะต้นพริกจะถูกความร้อนเผาตายได้ง่าย การย้ายกล้าพริกลงปลูกให้ได้ผลดีควรทำในตอนเย็นเนื่องจากต้นกล้าจะมีเวลาได้ พักตัวในตอนกลางคืน ฤดูที่ควรปลูกควรเป็นฤดูฝนเนื่องจากมีความชื้นในดินสูง ต้นพริกตั้งตัวได้ง่ายควรให้ฝนตกเสียก่อนจึงเริ่มปลูก ถ้าภายหลังจากการปลูกใหม่ๆ แล้วยังไม่มีฝนตกต้องรดน้ำทั้งเช้าและเย็นจนกระทั้งต้นพริกตั้งตัวได้แล้ว จึงค่อยพรวนดินรอบๆหลุมกว้างออกไปอีก เพื่อให้รากพริกชอนไชได้สะดวก พริกจะเริ่มออกดอกหลังจากลงกล้าประมาณ 60-70 วันหลังย้ายผลผลิตจะน้อย เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น และผลผลิตลดลงอีกครั้งเมื่อต้นเริ่มแก่ การเก็บมารับประทานทำได้ทุก 5-7 วัน โดยการเด็ดทีละผล ใช้เล็บจิกตรงรอยก้านผลต่อกับกิ่ง ถ้ามีการบำรุงรักษาดี และมีน้ำพอเพียง ต้นพริกก็จะมีอายุให้เก็บผลผลิตได้นานถึง 6-7 เดือน หรืออาจถึง 1 ปี จนกระทั้งต้นเหี่ยวไปในที่สุด

มะเขือเทศ

การเตรียมดืนเพื่อปลูกมะเขือเทศนั้นต้องพิถีพิถันมาก เนื่องจากมะเขือเทศต้องการดินที่มีการระบายน้ำดี และต้องกำจัดวัชพืชให้หมด เนื่องจากวัชพืชเป็นตัวแย่งน้ำและอาหารรวมทั้งยังเป็นที่อาศัยของโรคและมะ แรงอีกด้วย สำหรับการปลูกในลักษณะสวนครัวนั้นควรเพาะกล้ามะเขือเทศในกะบะ ในกะบะควรมีความลึก 10 เซนติเมตร มีรูระบายน้ำ นำดินที่ร่อนแล้ว 1 ส่วนกับปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหรือแกลบ 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน ปรับหน้าดินให้เรียบ ทำเป็นร่องเล็กๆ ห่างกันประมาณร่องละ 5-7 เซนติเมตร โรยเมล็ดลงในร่อง กลบด้วยแกลบหรือทรายบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม เมื่อเมล็ดเริ่มงอกใช้ยากัน รา อัตรา 4 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ รดอีกครั้งหนึ่งเมื่อกล้าอายุได้ 15 วันหรือเริมมีใบจริง 2 ใบ ก็ย้ายลงใส่ถุงพลาสติกขนาด 4×6 นิ้วที่บรรจุดินผสม เมื่อกล้าอายุ 30 วันจึงย้ายลงแปลงปลูกโดยกรีดถุงให้ขาดเพื่อให้รากไม่กระทบกระเทือน ในแปลงปลูกขุดดินให้ลึก 25-30เซนติเมตรตากดินไว้ 5-7 วัน แล้วใส่ปุ๋ยหมักเคล้าลงในดินเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน หลังจากนั้นแบ่งใส่ปุ๋ยอีก 3 ครั้งคือ ใส่หลังจากย้ายปลูก 7 วัน ที่สองครั้งที่สองหลังจากย้ายปลูก 22 วันและครั้งที่สามใส่เมื่อย้ายปลูก 40 วัน โดยปุ๋ยที่เหมาะกับมะเขือเทศนั้นต้องพิจารณาสภาพดินกล่าวคือ ถ้าเป็นดินเหนียวควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง ถ้าเป็นดินร่วนควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุโปตัสเซี่ยมสูง ระยะปลูกที่เหมาะสมของมะเขือเทศแบบไม่ใช้ค้างใช้ระยะห่างระหว่างต้นและแถว ประมาณ 30-40×70 เซนติเมตร ควรทำค้างเมื้อต้นเริ่มเลื้อย หรืออายุ 8-10 วันหลังย้ายปลูกโดยปักค้างไม้ไผ่รอบหลุม เอนปลายเข้าหากันแล้วปลูกเป็นกระโจม วางไม้พลาดประมาณ 2-3 ช่วงหรืออาจปักไม้ค้างที่หัวแถวกับท้ายแถวแล้วใช้รวดขึง ใช้เชือกผูกต้นมะเขือเทศไว้ที่ราวลวด การทำค้างนี้นับว่าช่วยอำนวยความสะดวกในการดูแลได้ทั่วถึง และสะดวกในการเก็บผลผลิตอีกด้วย เคล็ดรับการปลูกมะเขือเทศคือ มะเขือเทศต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอดังนั้นต้องมีการให้น้ำตั้งแต่เริ่มปลูกไป จนถึงเริ่มแก่คือ ผลเริ่มเปลี่ยนสี หลังจากนั้นจึงลดการให้น้ำเพื่อป้องกันผลแตก และการปลูกมะเขือเทศเพื่อรับประทาน ผลสดนั้นนิยมแบบขึ้นค้าง ควรตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียง 1-2 กิ่งต่อต้น เพื่อให้มะเขือเทศที่ได้มีผลใหญ่ การเก็บผลผลิตเริ่มเมื่อมะเขือเทศมีอายุประมาณ 70-90 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์อายุตั้งแต่เริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยว ผลผลิตทั้งหมดประมาณ 4-5 เดือน

มะระ

มะระ เป็นพืชผักล้มลุกลำต้นเป็นเถา ชอบดินร่วนซุย น้ำไม่ขัง นับว่าเป็นพืชผักที่อายุสั้น ซึ่งถ้าหากนับจากวันเริ่มปลูกถึงวันเก็บผลผลิตได้ประมาณ 45-55 วันขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก แต่ก่อนที่จะปลูกต้องทำความเข้าใจว่าการปลูกมะระนั้นต้องเอาใจใส่ดูแลเป็น พิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลกำจัดแมลง เนื่องจากเมื่อแมลงเข้าทำลาย จะทำให้ผลร่วงหรือแคระแกร็นได้ มะระที่ปลูกในบ้านเราที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมีอยู่ 2 ชนิดด้วกันคือ มะระขี้นก ซึ่งมีลักษณะผลป้อม เล็ก มีรสจัด ผิวขรุขระเป็นหนามแหลม เนื้อบาง ปลูกง่ายและผลดก นิยมนำไปลวกรับประทานเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกต่างๆ และมะระจีนเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผลมีขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-8 เซนติเมตร ผลสีเขียวอ่อน เนื้อหนา มีรสขมเพียงเล็กน้อยเป็นที่นิยมบริโภคมาก เนื่องจากสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายประเภทเช่นต้มจืด แกงคั่ว ผัดเผ็ด ผัดไข่ ลวก ต้มจิ้มน้ำพริก เป็นต้น การเพาะมะระนั้นต้องเพราะเมล็ดก่อนนำปลูกลงแปลง ทำได้ 3 วิธี วิธีการเพาะในแปลง การเพาะวิธีนี้ต้องพรวนดินให้ ร่วนซุย ผสมปุ๋ยมูลสัตว์เพื่อให้ดินร่วนซุยยิ่งขึ้น นำเมล็ดมะระมาเรียงห่างกันประมาณ 3 เซนติเมตรกลบด้วยดินหนา 2-3 เซนติเมตรเอาฟางคลุมรดน้ำ 3-4 วันรอจนต้นกล้ามีใบจริงหรืออายุประมาณ 8-10 วันก็ย้ายปลูกแปลงโดยก่อนการถอนควรรดน้ำให้ชุ่มเสียก่อนเพื่อให้ต้นกล้าไม่ บอบช้ำนัก วิธีการเพาะกล้าในถุงกระดาษ นำ ดินผสมปุ๋ยคอกใส่ถุงกระดาษ ขนาด 7×8 เวนติเมตร แช่เมล็ดมะระในน้ำประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำเมล็ดเพาใส่ถุงละ 1 เมล็ดรดน้ำให้พอชุ่มเมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2 ใบจึงย้ายลงแปลงปลูก วิธีการเพาะกล้างอก คล้าย กับการเพาะถั่วงอกส่งเนการบ้านสมัยเรียนหนังสือ โดยนำเมล็ดมะระมาแช่ในน้ำประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำมาห่อผ้าชื้นประมาณ 2-3 วันเมื่อเปิดดูจะเห็นว่ารากเริ่มโผล่ออกมาไปปลูกเมื่อได้กล้ามะระแล้วก็เจรี ยมแปลงปลูก ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 50 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 1 เมตร ขุดหลุมให้ลึกประมาณ 1 ศอก ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม ในปริมาณหลุมละ 1 กระป๋องนมกลบดินให้หลุมตื้นแล้วจึงนำกล้ามะระใส่ลงหลุมๆ ละ 2 ต้นกลบดินเพียงบางๆอย่างไรก็ตามการเพาะเมล็ดนั้นสามารถใช้วิธีหยอดหลุมที่ แปลงปลูกโดยไม่ต้องเพะกล้าก่อนก็ได้ โดยหยอดหลุมละ 3-4 เมล็ด ลึกลงในดินประมาณ2.5 – 3.5 เวนติเมตรกลบด้วยดินผสมปุ๋ยคอก เมื่อต้นกล้างอกใบจริง 2 ใบ ก็ถอนต้นที่อ่อนแอทิ้งให้เหลือหลุมละ 2 ต้น เช่นเดียวกับการเพาะด้วยกล้า การปลูกมะระนั้นจำเป็นต้องทำค้างเพื่อให้มะระนั้นเลื้อยขึ้นไปได้ ซึ่งการทำค้างต้องใช้ไม้รวก หรือไม้ผ่าซีกยาวประมาณ 2 เมตรปักลงข้างๆ หลุมแล้วรวบปลายไม้ทำเป็นจั่วมัดให้เหลือปลายไม้ไว้ แล้วใช้ไม้ยาวพาดอีกทีหนึ่ง เมื่อมะระอายุได้ 40 วัน จะออกดอกและติดผลเท่าปลายนิ้วก้อย ผู้ปลูกต้องเริ่มห่อผลโดยใช้กระดาษทำเป็นถุงขนาด 15×20 เซนติเมตร ปากถุงเปิดทั้ง 2 ข้างนำปากถุงด้านหนึ่งสวมเข้ากับผลมะระ ใช้ไมกลัดปากถุงแขวนไว้กับผลมะระ การห่อผลมะระนั้นช่วยป้องกันในเรื่องแมลงรบกวน และช่วยให้มะระมีผลสีเขียวอ่อนน่ารับประทานด้วย การใส่ปุ๋ยแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะการเตรียมดินหรือปุ๋ยรองก้น เพื่อช่วยดินร่วนและอุ้มน้ำ รักษาความเป็นกรดด่างของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช ระยะที่สองใส่ในช่วงการย้ายกล้าไปปลูกแล้ว 7 วัน หรือเมื่อกล้าเริ่มตั้งตัวได้แล้ว ถ้าใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ควรใส่ประมาณ 1 กำมือต่อต้นโรยรอบๆต้น ทุกๆ 3 วัน หรือ 7 วันถ้าใส่ปุ๋ยเคมี ให้ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต หรือปุ๋ยยูเรียใส่ประมาณ 1 ช้อนแกงต่อต้น โดยต้องระมัดระวังไม่ให้โรยถูกต้น และการใส่ปุ๋ยในระยะสุดท้ายคือ การใส่ปุ๋ยเมื่อต้นมีอายุได้ 30 วัน ระยะนี้ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ โดยใส่ 2 ช้อนแกงต่อต้น มะระจะให้ผลเก็บเกี่ยวเป็นรุ่นไป รุ่นแระเกษตรกรเรียกกันว่ามะระตีนดินมีลักษณะผลอ้วน ป้อม สั้น ผลจะอยู่บริเวณโคนเถาเกือบติดดิน เก็บผลได้วันเว้นวัน เมื่อเก็บมะระรุ่นใหญ่ไปได้ 3 ครั้ง ก็ถึงมะระรุ่นเล็ก ซึ่งเรียกกันว่า มะระปลายเถา ผลมีขนาดเล็กลง ในการเก็บมะระควรเลือกเก็บเมื่อผลยังอ่อน สีเขียว และโตได้ขนาดที่ต้องการ

สะระแหน่

สะระแหน่เป็นพืชผักที่ใช้ส่วนของใบและยอดอ่อน เพื่อปรุงอาหารประเภทยำ ลาบ พล่า ต้มยำ เพราะสามารถดับกลิ่นให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น เนื่องจากการรับประทานสะระแหน่ส่วนใหญ่เป็นการรับประทานสด ดังนั้นจึงยังอุดมไปด้วยวิตามินซีทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย และกลิ่นหอมเฉพาะตัวของสะระแหน่ ช่วยให้ความคิดแจ่มใส สมองปลอดโปร่งด้วย สะระแหน่เป็นพืชไม้เลื้อยคลุมดิน ใบลักษณะเป็นป้อมๆ สีเขียวสด ขอบใบย่นชอบดินร่วนซุย ปลูกง่าย งอกงามได้รวดเร็ว ถ้าผู้ปลูกดูแลรักษาดีๆ ก็ยิ่งงามและเก็บใบได้เร็วยิ่งขึ้น การปลูกสะระแหน่ใช้วิธีปักชำลงในแปลงได้เลย หรือจะชำในแปลงเพาะก่อน แล้วจึงย้ายมาปลูกได้เช่นกันแต่ข้อสำคัญต้องเตรียมดินให้ร่วนซุยดีเสียก่อน เนื่องจากสะระแหน่ชอบดินประเภทนี้ ดังนั้นถ้าจะปลูกในภาชนะเช่น กระถาง ลังไม้ หรือปลูกในลักษณะเป็นพืชผักสวนครัวในพื้นที่จำกัดนั้นควรใช้ดินผสมที่มีส่วน ผสมของดิน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน และปูนขาวเล็กน้อย คลุกเคล้ากันให้ดี แต่ถ้ามีเนื้อที่พอสมควรปลูกข้างบ้านควรเตรียมดินด้วยการขุดดินลึก 15-20 เซนติเมตร ขึ้นมาตาก 5-7 วัน จนดินร่วนแตก แล้วเอาปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักโรยทับลงไป โรยปูนขาวทับบางๆ อีกชั้นหนึ่งทิ้งไว้ 3 วัน จึงกลับดินพรวนดินคลุกดินให้ร่วนเข้ากันได้ดี ถ้าดินเป็นดินเหนียวมากควรเติมทรายลงไปผสมด้วยเพื่อให้ดินร่วนซุยขึ้น ในการปลูกเลือกกิ่งสะระแหน่ที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ตัดส่วนยอดของลำต้นยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ปักจิ้มลงในแปลงเพาะชำหรือแปลงปลูก ก่อนปักชำต้องรดน้ำให้ชุ่มปักให้เอนทาบกับดิน รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าให้แฉะแล้วโรยแกลบทับกลบดิน ทั้งนี้เพื่อรักษาความชื่นให้หน้าดิน และเมื่อแกลบผุจะกลายเป็นปุ๋ยต่อไป ต้นสะระแหน่ต้องการดินที่ร่วนซุย แต่ไม่ต้องการแสงแดดมากนัก จึงปลูกในที่ร่ำไรได้ เมื่อเจริญเติบโตจนเก็บยอดได้ ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบ้าง แต่ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมี เนื่องจากจะมีผลทำให้ต้นสะระแหน่เหี่ยวตายได้ หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ก็จะเก็บผลผลิตได้ โดยใช้มีดคมๆ ตัดส่วนยอด ส่วนยอดที่ถูกตัดนี้ในไม่ช้าก็จะแตกยอดใหม่ขึ้นมาเหมือนเดิม

โหระพา และ แมงลัก

ลักษณะของต้นโหระพาและ แมงลักมีลักษณะคล้ายคลึงกับต้น กะเพรา โดยขนาดของทรงพุ่มก็ใกล้เคียงกันคือ มีความสูงไม่เกิน 60 เซนติเมจร ลักษณะต้นและใบคล้ายกัน จะต่างกันตรงกลิ่น และสีไม่เหมือนกันใบของโหระพานั้นใบเป็นมัน และหนากว่า ก้านใบและลำต้นมีสีม่วงแดง ส่วนใบของแมงลักมีสีเขียวอ่อน ก้านใบและลำต้นก็มีสีเขียวอ่อนเช่นกัน และมีขนอ่อนอยู่ตามใบและก้านดอก ทั้งโหระพาและแมงลักชอบดินเบาและร่วน รวมทั้งชอบความชื้น ดังนั้นต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ฤดูที่เริ่มต้นปลูกควรเป็นฤดูฝน ส่วนการใส่ปุ๋ยนั้นเพียงใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมก่อนการปลูกเท่านั้น การปลูกโหระพาจะปลูกด้วยวิธีการหว่านเมล็ด หรือปลูกด้วยกิ่งปักชำก็ได้ โดยปักเป็นกอๆ ให้ระยะห่างกันพอสมควร ส่วนการปลูกแมงลักต้องเพาะกล้าเสียก่อน โดยเตรียมดินกับการปลูกพืชผักโดยทั่วๆไป เมื่อหว่านเมล็ดลงไปแล้วประมาณ 4-5 วันเมล็ดจะงอกทิ้งไว้ในแปลงเพาะประมาณ 1 เดือนจึงย้ายแปลงปลูกในที่เตรียมไว้โดยต้นกล้าอายุ 1 เดือนจะสูงประมาณ 1 ฟุต เมื่อถอนต้นกล้าไปปลูกควรตัดยอดทิ้ง หรือตัดออกครึ่งต้นก็จะดี ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรแต่งรากด้วย เนื่องจากต้นแมงลักที่ตัดรากออกจะขึ้นงามมากกว่าการปลูกลงทั้งราก แต่ทั้งนี้เวลานำไปปลูกต้องหมั่นรดน้ำ ใช้ปลูกหลุมละ 2-3 ต้น ให้ห่างกัน 40×40 เซนติเมตร เมื่อต้นแมงลักเติบโตแตกกิ่งก้านใบก็จะคลุมถึงต้นหมด เมื่อปลูกแล้วประมาณ 1 เดือนถึงเดือนครึ่งก็สามารถเก็บรับประทานได้โดยการใช้มีดคมๆ ตัดส่วนกิ่งที่ติดยอด ซึ่งจะมีการแตกกิ่งใหม่ออกมาให้เก็บรับประทานอย่างสม่ำเสมอ

ดินที่เราไปซื้อตามร้านขายต้นไม้ใช้ไม่ได้เลย  มีคนรู้จักเขาบอกว่ามันเป็นกากมันสำปะหลังซึ่งมีเป็นภูเขาให้ฟรี    สังเกตสีดินจะดำๆอย่าไปซื้อมาปลูกไม่มีสารอาหาร   แค่เอาแกลบอะไรผสมไปนิดหน่อยให้ดูดี   ดินปลูกต้นไม้ที่ขายตามร้านสังเกตดูยี่ห้อซ้ำๆกันเกือบทุกร้าน  คงขายตัดราคาคนอื่น จนของแท้เขาขายสู้ราคาไหว   ขายเป็นปีๆยังไงก็ไม่หมด   ทุกอย่างมันเสื่อมไปหมดเพราะมุ่งแต่กำไร  ลดต้นทุนเลยลดคุณภาพสุดท้ายก็หลอกลวง  เป็นเหมือนกันหมดทุกธุรกิจ

ถ้าต้องการพืชเลื้อยที่โตเร็ว ร่มสวยขอแนะนะกระทกรก เพราะว่าปลูกง่าย โตเร็ว ดอกสวย ผลสุกกินได้หอมอร่อยวิตามินซีสูงมาก ที่สำคัญใบอ่อนก็สามารถนำมาลวก หรือนึ่งกินจิ้มน้ำพริกได้

ปุ๋ยน้ำชีวภาค  ใช้เศษอาหาร เศษผัก เศษหญ้ารอบบ้านมาหมัก กับกากน้ำตาล และ น้ำ em ก็ได้แล้ว

การผลิตปุ๋ยน้ำ ชีวภาพจากขยะในครัวเรือน

การผลิตและใช้น้ำสกัดชีวภาพ(บีอี)ในครัวเรือน

ผู้เผยแพร่ : ดร.อรรถ บุญนิธิ ชมรมเกษตรธรรมชาติไทย กองพัฒนาการบริหารงานเกษตร

กรม ส่งเสริมการเกษตร โทร (02)902-8928

วัสดุ และอุปกรณ์

1. ถังหมักที่มีฝาปิดสนิท

2. ถุงใส่เศษอาหารที่มีฝาปิดสนิท

3. เศษอาหารจากครัว

4. กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทุกชนิด

วิธีทำ

1. นำเศษอาหารใส่ ลงในถุง

2. คลุกด้วยกากน้ำตาลในอัตราส่วน 3:1 คือเศษอาหาร 3 ส่วนต่อกากน้ำตาล 1 ส่วนโดยน้ำหนัก

3. เมื่อเต็มถุงมัดปากถุงให้แน่น

4. นำถุงลงใส่ในถังหมักทับถุงเศษอาหารด้วยของหนักแล้วปิดถังให้สนิท

5. หมักไว้ 3 – 4 วัน จะได้น้ำสกัดชีวภาพหรือบีอี

6. ถ่ายน้ำสกัดชีวภาพลงในภาชนะพลาสติกปิดฝาให้แน่นเก็บไว้ใช้

การใช้ ประโยชน์

1. ผสมน้ำรดต้นไม้ได้ทุกชนิดในอัตราส่วน 1:1,000

2. ใส่ในส้วมเพื่อเร่งการย่อยสลาย

3. ราดในท่อระบายน้ำ

4. ราดบริเวณรอบบ้านเพื่อลดปัญหาแมลงวันและยุง

5. เร่งการทำปุ๋ยหมักจากใบไม้ในหญ้าในบ้าน

6. ฉีดพ่นไล่มดและแมลงสาบในบ้าน

7. ทำความสะอาดเครื่องประดับ

8. ใส่ตู้ปลาเพื่อย่อยสลายขี้ปลาและเศษอาหาร

9. ผสมน้ำอาบให้สัตว์เลี้ยงเพื่อกำจัดกลิ่นตัว

10. ใส่ในน้ำให้สัตว์เลี้ยงกิน

11. ผสมน้ำแช่ผักเพื่อลดพิษจากยาฆ่าแมลง

12. ผสมน้ำล้างปลาให้หมดกลิ่นคาว

13. น้ำสกัดชีวภาพที่หมักด้วยผลไม้และน้ำตาลทรายใช้เป็นเครื่องดื่มที่มี ประโยชน์และรสชาดดี

14. กากที่เหลือฝังดินเป็นปุ๋ยต้นไม้

หมาย เหตุ

1. เศษอาหารที่ใช้หมักควรสดและไม่เน่า

2. เศษอาหารที่เป็นแกงต้องเทน้ำออกก่อน

3. ถ้ามีเศษอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ต้องเพิ่มน้ำตาล

4. น้ำสกัดชีวภาพที่ใช้ไล่แมลง ไล่มด ควรได้จากาการหมักของเปลือกผลไม้หรือผลไม้ดิบ เช่น มะละกอ สับปะรด มะม่วง และสมุนไพร

วิธีการ เก็บจุลินทรีย์ในพื้นที่

เราสามารถเก็บจุลินทรีย์ในพื้นที่ได้โดยใช้กล่องไม้สี่เหลี่ยมสูงประมาณ 10 เซ็นติเมตร ใส่ข้าวเจ้าที่หุงสุกค่อนข้างแห้ง หนาไม่เกิน 7 เซ็นติเมตร เพราะถ้าข้าวหนาเกิน 7 เซนติเมตร จุลินทรีย์ที่เราต้องการจะตายเพราะขาดออกซิเจน จุลินทรีย์ที่เราจะเก็บไปใช้นี้เป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจน (aerobic micro-organism) เราไม่เลือกใช้จุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการออกซิเจน เราจึงต้องมีที่สำหรับให้ออกซิเจนอยู่เพื่อให้มันหายใจ เพราะเมื่อเรานำเอาจุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนไปใช้ในดิน มันก็จะสร้างบ้านของมันให้มีที่สำหรับออกซิเจนเพื่อตัวมันเองจะได้หายใจได้ จะได้ดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม รากต้นไม้ซึ่งต้องการออกซิเจนเหมือนกันก็จะได้อาศัยออกซิเจนที่จุลินทรีย์ IMO สร้างขึ้นด้วย เท่ากับว่ามันได้ใช้ประโยชน์จากออกซิเจนเพื่อชีวิตของมันเองและเผื่อไปถึง ต้นไม้ด้วย

มีเคล็ดลับ อยู่อย่างหนึ่งว่าเวลาตักข้าวใส่กล่องต้องใส่ให้โปร่ง อย่าให้ข้าวเป็นก้อน อย่าใช้มือแตะต้อง ใช้ทัพพีตัก เกลี่ยข้าวอย่างเบามือ อย่ากดอัด ใช้กระดาษปิดแทนการใช้ฝาและผูกด้วยเชือกให้แน่น อย่าให้น้ำเข้าได้ เราอาจจะใช้ผ้าพลาสติกก็ได้เพื่อกันน้ำ ทิ้งกล่องไว้ใต้กองใบไม้ แล้วควรใช้ผ้าพลาสติกผืนใหญ่คลุมกองใบไม้ไว้อีกชั้นหนึ่ง เอาก้อนหินทับ 4 มุมกันลมพัด ถ้าต้องการป้องกันหนูให้ใช้ตะแกรงลวดคลุมทับพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ที่เมืองไทยอากาศร้อนและความชื้นสูง ไม่ควรทิ้งกล่องไว้เกิน 3 วัน ถ้าน้ำเข้าได้จะเกิดจุลินทรีย์สีดำ ก่อนที่จะกลายเป็นตัวแก่สีดำมันจะมีสีชมพูส้ม เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการออกซิเจน เราจะใช้มันสำหรับใส่ในดินที่มีการไถพรวนลึก ๆ เนื่องจากว่ามันเป็นจุลินทรีย์ที่ ไม่ต้องการออกซิเจน มันจะหนีออกซิเจนลงไปในดินในส่วนที่ออกซิเจนเข้าไปไม่ถึงโดยการแทรกตัวลงไป ในดิน ก็เท่ากับว่ามันช่วยซุยดินให้เราโดยที่เราไม่ต้องไปไถ

วิธีใช้ประโยชน์จาก จุลินทรีย์ในพื้นที่ จุลินทรีย์ IMO นี้ จะเป็นองค์ประกอบหลักในการทำดินหมัก หลังจากหมกกล่องข้าวไว้ 3 วัน จุลินทรีย์ IMO จะฟักตัวบนข้าวเป็นแพสีขาวหนา ให้นำเอาข้าวที่เก็บมาไปขยำผสมกับน้ำตาลแดงในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน เราจะได้น้ำข้นสีแดงเข้ม เสร็จแล้วเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงเอากระดาษปิด ผูกเชือกทิ้งไว้ 3 วัน เวลาใช้ให้ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1,000 (IMO1ส่วน:น้ำ1,000 ส่วน) แล้วคลุกผสมกับรำข้าว สัดส่วนที่เหมาะสมจะกำหนดได้ยาก เราต้องทดลองกำดู ผสมแล้วกำไว้ เมื่อคลายมือแบออกก้อนรำผสมนั้นจะอยู่คงรูป ถ้าส่วนผสมเหลวเกินไปเพราะน้ำมากไปเราจะต้องเติมรำเข้าไปคลุกอีกจนได้ลักษณะ ที่ต้องการ

ส่วนผสมที่เราทำขึ้นนี้จะเป็นเชื้อดินหมักที่เราจะใช้สำหรับเอา ไปโรยบนดินที่ต้องการทำการเพาะปลูก เมื่อผสมแล้วเราต้องเอาฟางคลุมทิ้งไว้อีก 7-10 วัน เชื้อดินหมักจะได้ที่ ฟางที่คลุมนั้นถ้าสานเป็นเสื่อฟางได้จะดีมาก จุลินทรีย์ IMO ชอบนอนใต้ฟาง กองเชื้อดินหมักนี้ต้องทำในร่ม ใต้หลังคา อย่าให้ถูกฝนถูกน้ำ จากนั้นเอาดินในพื้นที่ของเราน้ำหนักเท่ากับเชื้อดินหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ทำเป็นกอง เอาฟางคลุมไว้ดังเดิม ทิ้งไว้อีก 3 วันแล้วจึงนำไปใช้โรยในไร่นาเพื่อเตรียมดินทำการเพาะปลูกได้ งานนี้จะช่วยประหยัดแรงงานได้มากทีเดียว

About these ads

เกี่ยวกับ allweare9999
รู้อะไรก็ไม่ทำให้พ้นทุกข์เท่ากับรู้จักตัวเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: